Icon close

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

ผลประกอบการที่ออกมาต่างกันกดหุ้นไม่ให้ไปต่อได้มาก ส่วนทองร่วงหลุด $4,000 หลังดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

October 30, 2026, 11:32

สรุปประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์

  • ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนใน AI เผชิญปัญหาจากกระแสเงินสด หนี้สิน และผลตอบแทน
  • ผลประกอบการที่ออกมาน่าผิดหวังของ Alphabet ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีเผชิญปัญหามากขึ้น
  • การยื่นเอกสาร IPO ของ Anthropic จุดประเด็นให้มูลค่าหุ้นของบริษัท AI ชั้นนำเป็นที่จับตามองหนัก
  • Fed คงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ก็ยังส่งสัญญาณระวังเงินเฟ้อต่อ
  • GDP สหรัฐฯ โตสูงกว่าคาด แต่เงินเฟ้อก็ยังเป็นปัญหาหลักที่ต้องติดตาม
  • ทองคำร่วงต่ำกว่า $4,000 ส่วนแร่เงินขยับเข้าใกล้ $50
  • ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงตามสงครามที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่ง
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ตามโอกาสในการบรรลุข้อตกลงทางการค้า

ตลาดหุ้นโลก: นักลงทุนเริ่มจับตาความคุ้มค่าจากการลงทุนใน AI

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก หลัง Anthropic เตรียมยื่นเอกสาร IPO และผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ก็คาดว่าจะออกมาแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นกลับหายไปในช่วงปลายสัปดาห์ หลังบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำบางแห่งประกาศผลประกอบการได้น่าผิดหวัง

ด้าน Microsoft ประกาศผลประกอบการได้อย่างแข็งแกร่งตามคลาวด์ Azure ที่โตขึ้นถึง 48% สะท้อนถึงความต้องการในการใช้บริการคลาวด์และ AI ต่อ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับขึ้นประมาณ 3% ในช่วงแรก

ในทางกลับกัน Alphabet กลับทำให้ตลาดผิดหวังยกใหญ่ หลังผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ แถมมีการเผยว่ากระแสเงินสดยังติดลบอีกถึง $9,070 ล้าน ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงมากกว่า 12% พร้อมฉุดมูลค่าตลาดหายไปประมาณ $500,000 ล้าน

ด้าน Amazon ก็ออกมาเผยว่า AWS ได้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยทำรายได้จากบริการคลาวด์ได้มากขึ้นถึง 39% อย่างไรก็ตาม ความกังวลถึงเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนมหาศาล และกระแสเงินสดที่ยังติดลบอยู่ถือเป็นปัญหาต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก

ในขณะเดียวกัน การยื่นเอกสารเตรียม IPO ของ Anthropic ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของวงการ AI เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีโอกาสวางมาตรฐานใหม่ในการเปิดตัวราคาหุ้นของบริษัท AI ชั้นนำ พร้อมดึงความสนใจของตลาดให้มาอยู่ที่บริษัท AI ขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แห่งนี้

ผลกระทบต่อตลาด: นักลงทุนได้เริ่มคัดสรรหุ้น AI อย่างละเอียดขึ้น โดยการดูการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่ต้องดูข้อมูลให้ชัดเจนว่าการใช้เม็ดเงินมหาศาลกับ AI จะสร้างกำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืนในระยะยาวได้มากแค่ไหน

Fed คงดอกเบี้ยเท่าเดิม ส่วนเงินเฟ้อยังเป็นปัญหาสำคัญ

Fed มีมติรักษาดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ 3.75%–4.00% ในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกลับมีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งมติได้ออกมาอยู่ที่ 10 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการ 2 คนมองว่าควรมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25%

ด้าน เควิน วอร์ช ประธาน Fed ยังออกมาเน้นย้ำถึงปัญหาเงินเฟ้ออยู่ พร้อมส่งสัญญาณว่ายังมีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมา

ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ GDP ไตรมาส 3 โตขึ้น 3.4% ต่อปี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวตามสถานการณ์ของสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ประจำเดือนกันยายนก็แสดงให้เห็นว่าปัญหาราคายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline PCE) เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบรายปี ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 3.1%

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อส่งผลให้ Fed ยังผ่อนคลายนโยบายลงได้ลำบาก ดังนั้น ตลาดจึงต้องจับตาโอกาสในการปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคมให้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม

สินค้าโภคภัณฑ์: ทองและแร่เงินร่วงลง ส่วนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

ทองคำ: ทองคำร่วงลงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ $4,000 ตามดอลลาร์สหรัฐฯ และผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึง Fed ยังมีโอกาสดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ทองคำเป็นที่ต้องการลดลง แม้สงครามจะยังดำเนินอยู่ก็ตาม แต่โอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับสูงขึ้นก็ได้ลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยไปเช่นกัน

แร่เงิน: แร่เงินก็ปรับตัวลงต่อเนื่องเช่นกันจนจ่อแตะระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $50 แล้ว ส่วนผลตอบแทนพันธบัตร และดอลลาร์ที่มีค่าสูงขึ้นก็ถือเป็นปัญหาต่อแร่เงินเช่นกัน

น้ำมัน: ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบนรท์ได้ซื้อขายเหนือระดับ $116 ต่อบาร์เรล และ WTI ก็อยู่เหนือ $103 ต่อบาร์เรล โดยการโจมตีฐานพลังงานของซาอุดิอาระเบียที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ยิ่งเพิ่มความกังวลที่การขนส่งน้ำมันอาจเผชิญปัญหาหนักขึ้น โดยสถานการณ์สงครามก็ยังถือเป็นตัวกำหนดราคาในระยะสั้นต่อไป

บทวิเคราะห์ตลาดในสัปดาห์หน้า: 2-6 พฤศจิกายน 2026

สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนจะเปิดด้วยการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจมากมาย รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทต่อ

โดยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตาก็จะประกอบไปด้วยดัชนีภาคการผลิต ISM ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันจันทร์ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และข้อมูลตำแหน่งงานว่างจาก JOLTS ในวันอังคาร ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP และดัชนีภาคบริการ ISM ในวันพุธ ก่อนปิดท้ายสัปดาห์ด้วยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ในวันศุกร์

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ โดยเฉพาะ Apple, Palantir, AMD, Arm Holdings และ Qualcomm โดยนักลงทุนต้องจับตาความต้องการในการใช้ AI รวมถึงประเมินว่าบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินมหาศาลที่ลงทุนไปในโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็นผลประกอบการที่มากขึ้นได้หรือไม่


ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป

วันที่ข้อมูลประเทศก่อนหน้าเวลา [ไทย GMT +7]
จันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก
สถาบัน ISM
สหรัฐ
อเมริกา
54.522:00 น.
อังคารที่ 3 พฤศจิกายนอัตราดอกเบี้ยนโยบายออสเตรเลีย4.60%10:30 น.
อังคารที่ 3 พฤศจิกายนตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTSสหรัฐ
อเมริกา
7.08M22:00 น.
อังคารที่ 3 พฤศจิกายนการเลือกตั้งสภาคองเกรสสหรัฐ
อเมริกา
ทั้งวัน
พุธที่ 4 พฤศจิกายนการเปลี่ยนแปลงจำนวนการจ้างงานนิวซีแลนด์0.5%16:45 น.
พุธที่ 4 พฤศจิกายนอัตราการว่างงานนิวซีแลนด์5.6%16:45 น.
พุธที่ 4 พฤศจิกายนการประเมินดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
เบื้องต้น
ยุโรป3.8%17:00 น.
พุธที่ 4 พฤศจิกายนรายงานคาดการณ์จำนวนการจ้างงาน
นอกภาคเกษตรของหน่วยงาน ADP
สหรัฐ
อเมริกา
90K20:15 น.
พุธที่ 4 พฤศจิกายนดัชนี PMI ภาคการบริการจาก
สถาบัน ISM
สหรัฐ
อเมริกา
54.922:00 น.
พฤหัสที่ 5 พฤศจิกายนอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บสหราช
อาณาจักร
3.75%19:00 น.
พฤหัสที่ 5 พฤศจิกายนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ
อเมริกา
20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนการเปลี่ยนแปลงจำนวนการจ้างงานแคนาดา-68.3K20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนอัตราการว่างงานแคนาดา6.5%20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงสหรัฐ
อเมริกา
0.1%20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนตัวเลขการเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน
นอกภาคเกษตร
สหรัฐ
อเมริกา
29K20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนอัตราการว่างงานสหรัฐ
อเมริกา
4.2%20:30 น.
ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายนดัชนี PMI จากสถาบัน Iveyแคนาดา58.222:00 น.


บทวิเคราะห์และการคาดการณ์ทางเทคนิค:

บทวิเคราะห์ราคาแร่เงินทางเทคนิค

แร่เงินยังเผชิญแรงเทขายหนัก โดยปรับฐานต่ำลงอย่างแรงตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนราคาล่าสุดก็ชี้ว่าแรงขายยังเข้ามาไม่หยุด และในช่วงการซื้อขายล่าสุด ราคาก็ปรับตัวลงเข้าใกล้ $50.42 ซึ่งถือเป็นจุดทดสอบแนวรับสำคัญอีกครั้ง โดยการยังกลับเป็นขาขึ้นไม่ได้ก็ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะร่วงลงต่อยังมีสูง โดยเฉพาะเมื่อราคายังสร้างจุดสูงที่ต่ำลง (Lower Highs) และจุดต่ำที่ต่ำลง (Lower Lows) ไม่หยุดแบบนี้

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ยืนยันถึงช่วงขาลงที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA5 MA10 และ MA20 ที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลงมาก

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ $50.42 ตามด้วยระดับจิตวิทยาที่ $50.00 และ $48.51 โดยถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $50.42 ชัดเจน ก็อาจเร่งแรงขายให้หนักขึ้นจนกดให้ร่วงต่อไปที่ $48.51 ได้ ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ $53.03 ตามด้วย $54.66 และ $56.96 โดยถ้าราคาฟื้นตัวกลับขึ้นไปเหนือ $54.66 ได้ ก็อาจสะท้อนว่าโมเมนตัมเริ่มกลับมาดีขึ้น และถ้ายืนเหนือ $56.96 ได้ต่อเนื่องอีก ก็อาจลดความแข็งแกร่งของช่วงขาลงในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน ในระยะสั้น แนวโน้มก็ยังเป็นขาลงชัดเจน โดยระดับจิตวิทยาที่ $50.00 ถือเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

กราฟราคาแร่เงินรายวัน

แนวต้าน$52.81 – $53.00$54.55 – $54.65$56.80 – $56.96
แนวรับ$49.82 – $50.00$48.50 – $48.54$46.22 – $46.30

บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค

น้ำมันดิบเบรนท์ยังแสดงให้ถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่งต่อเนือง โดยราคาล่าสุดก็ได้สะท้อนว่าราคากำลังเข้าใกล้จุดสูงก่อนหน้าที่ $118.56 หลังสร้างจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher Highs) และจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) มาตลอด โดยภาพรวมทางเทคนิคของน้ำมันดิบเบรนท์ก็ยังคงแข็งแกร่งชัดเจนตามฝั่งซื้อที่คุมตลาดได้ แต่ก็มีการเข้าสู่ช่วงพักฐานเป็นระยะๆ และแท่งเทียนล่าสุดก็ได้ชี้ให้เห็นว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังดำเนินต่อไป แม้ราคาจะเริ่มเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็นถึงช่วงขาขึ้นชัดเจน โดยปัจจุบันราคายังอยู่เหนือเส้น MA5 MA10 และ MA20 ที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นได้สบายๆ

ด้านแนวต้านแรกจะอยู่ที่ $118.56 ซึ่งเป็นจุดสูงล่าสุด ตามด้วยระดับจิตวิทยาที่ $120.00 และ $122.38 โดยถ้าทะลุเหนือ $118.56 ขึ้นไปต่อเนื่อง ก็อาจไปต่อที่ระดับ $120.00 หรืออาจไปได้ถึง $122.38 ได้ ส่วนแนวรับแรกจะอยู่ที่ $115.81 ตามด้วย $114.31 และ $111.09 โดยถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $111.09 ต่อเนื่อง ก็อาจกดให้ชวงขาขึ้นอ่อนแรงลงชัดเจน ในระยะสั้น แนวโน้มก็ยังคงเป็นขาขึ้นต่อ โดยถ้าทะลุเหนือ $118.56 ขึ้นไป ก็อาจกระตุ้นให้ราคาเดินหน้าไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

แนวต้าน$119.00 – $119.20$120.00 – $120.14$120.88 – $121.00
แนวรับ$117.21 – $117.30$116.12 – $116.20$115.81 – $116.00

บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค

S&P 500 เริ่มส่งสัญญาณโมเมนตัมอ่อนแรงลง หลังไม่สามารถรักษาการฟื้นตัวไปที่ระดับ 7,850 จุดได้ โดยดัชนีได้เข้าสู่ช่วงพักฐาน และการเคลื่อนไหวล่าสุดก็มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางขาลงมากขึ้น ส่วนแท่งเทียนที่ผ่านมาก็ชี้ให้เห็นว่าดัชนียังคงเผชิญแรงขายทุกครั้งที่พยายามฟื้นตัวเหนือระดับ 7,738 จุด ขณะที่แรงขายล่าสุดก็กดให้ดัชนีร่วงหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้งระยะสั้นและระยะกลาง สะท้อนว่าฝั่งขายเริ่มคุมตลาดได้มากขึ้น แม้ภาพรวมจะยังอยู่ในช่วงพักฐานหลังปรับตัวขึ้นได้ก่อนหน้านี้ก็ตาม

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มขาลงในระยะสั้น โดยปัจจุบันดัชนีได้อยู่ต่ำกว่าเส้น MA5 MA10 และ MA20 ซึ่งเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลงทั้งหมด สะท้อนว่าโมเมนตัมเริ่มอ่อนแอลง และการพยายามฟื้นตัวอาจเผชิญแรงขายตรงแถวเส้นค่าเฉลี่ยได้

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ 7,639 จุด ตามด้วย 7,575 จุด และ 7,412 จุด โดยถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 7,575 จุด ก็อาจเร่งให้เกิดแรงขายจนร่วงต่อไปที่ 7,412 จุดได้ ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 7,695–7,700 จุด ตามด้วย 7,739 จุด โดยถ้ากลับขึ้นไปยืนเหนือ 7,739 จุดได้ต่อเนื่อง ก็อาจพลิกให้ภาพรวมทางเทคนิคดูดีขึ้น และถ้ายิ่งทะลุเหนือ 7,850 จุดขี้นไปอีก ก็อาจเป็นสัญญาณยืนยันถึงการฟื้นตัวเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่งขึ้น ในระยะสั้น แนวโน้มยังคงเป็นขาลง โดยระดับ 7,575 จุด ถือเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องจับตาว่าดัชนีจะประคองราคาให้อยู่เหนือระดับดังกล่าวได้หรือไม่

กราฟ S&P 500 รายวัน

แนวต้าน7,745 – 7,7607,850 – 7,8627,900 – 7,920
แนวรับ7,575 – 7,5807,446 – 7,4577,300 – 7,321

บทวิเคราะห์ EURUSD ทางเทคนิค

EUR/USD เริ่มส่งสัญญาณทรงตัวในช่วงแรก หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่องที่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ระดับ 1.1710 โดยคู่เงินนี้ได้ร่วงไปแตะจุดต่ำล่าสุดตรง 1.1104 ก่อนพยายามฟื้นตัว ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทางเทคนิคยังคงเป็นขาลง เนื่องจากคู่เงินนี้ยังสร้างจุดสูงที่ต่ำลง (Lower Highs) และจุดต่ำที่ต่ำลง (Lower Lows) อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนก็ชี้ให้เห็นว่าโมเมนตัมขาลงเริ่มค่อยๆ ผ่อนลงแล้ว สะท้อนว่าโมเมนตัมในระยะสั้นเริ่มปรับตัวดีขึ้น แม้ยังต้องทะลุเหนือเส้น MA20 ให้ได้ก่อน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับการฟื้นตัวก็ตาม

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ 1.1170 ตามด้วยจุดต่ำล่าสุดที่ 1.1104 โดยถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 1.1104 ก็อาจร่วงต่อไปที่ 1.1048 ได้ ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 1.1198–1.1230 ตามด้วย 1.1407 โดยถ้ายืนเหนือ 1.1230 ได้ตลอด ก็อาจเสริมสร้างความแข็งแกรงให้กับช่วงฟื้นตัวจนดันไปสู่แนวต้านในระดับที่สูงขึ้นได้ ในระยะสั้น แนวโน้มก็อยู่ในช่วงทรงตัวถึงขาขึ้นช้าๆ แม้แรงขายจะเริ่มผ่อนลง แต่ในระยะยาวก็ยังให้เป็นขาลงจนกว่าคู่เงินนี้จะกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยและทะลุผ่านแนวต้านที่อยู่สูงขึ้นไปได้ต่อเนื่องก่อน

กราฟ EURUSD รายวัน

แนวต้าน1.1267 – 1.12801.1354 – 1.13601.1400 – 1.1407
แนวรับ1.1100 – 1.11071.1066 – 1.10751.1020 – 1.1025

คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน

เปิดบัญชีจริง

เริ่มเทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก

พร้อมเทรดแล้วหรือยัง?

STARTRADER

Online Trading App

Online App Score
Install
Customer Service
Customer Service
Customer Service
Customer Service