
สรุปประเด็นสำคัญ
- ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญปัญหา: ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นถือเป็นปัญหาต่อตลาดหุ้นในภาพรวม โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
- หุ้นชิปเกาหลีใต้ร่วงหนัก: SK Hynix และ Samsung ร่วงแรง หลัง CXMT จากจีนซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดชิปได้พัฒนาชิปใหม่สำเร็จ รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่ชิปหน่วยความจำอาจผลิตออกมามากเกินความจำเป็นในอนาคต
- เงินเฟ้อสร้างปัญหาต่อการดำเนินนโยบายของ Fed: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นสู่ระดับ 3.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกันยายน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ก็เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด
- ความเชื่อมั่นต่อ AI เผชิญปัญหาใหม่: ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ TSMC และ ASML สะท้อนว่า AI ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุน และความเสี่ยงจากการผลิตออกมาเกินความจำเป็นก็ถือเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนเช่นกัน
- ราคาน้ำมันยังสูง: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างปัญหาต่อไม่หยุด ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มีโอกาสส่งออกน้ำมันดีเซลต่อ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรก็อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดในระยะต่อไปได้
- ทองยังแข็งแกร่ง: แม้ต้องเผชิญปัญหาจากผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์ที่มีค่าสูงขึ้น แต่ทองคำก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมาใกล้ระดับ $4,155 ได้ หลังร่วงลงต่ำกว่า $4,100 ในช่วงสั้นๆ
- สัปดาห์หน้าชี้ชะตาตลาดผ่านผลประกอบการและข้อมูลเศรษฐกิจ: ผลประกอบของบริษัทต่างๆ ข้อมูลที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน และผลสำรวจภาคธุรกิจอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดได้ในระยะต่อไป
ตลาดหุ้นทั่วโลก: หุ้น AI จุดชนวนแรงเทขายทั่วโลก
ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต้องกลับมาประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ต้นทุนในการลงทุน และทิศทางนโยบายของ Fed ใหม่อีกครั้ง หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นกลุ่มที่ร่วงแรงที่สุดในตลาด และกดให้ Nasdaq ร่วงลง 1.88% ในวันพุธ ส่วน S&P 500 ก็ปรับตัวลง 1.11% นอกจากนี้ แรงเทขายยังลุกลามไปยังตลาดเอเชียและยุโรป สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่าตลาด AI อาจปรับตัวขึ้นไม่ยั่งยืนเท่าที่หวังไว้
ด้านตลาดเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยในวันพฤหัส KOSPI ดิ่งลง 8.1% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว หลังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่วน SK Hynix ร่วงลงเกือบ 11% ขณะที่ Samsung ก็ปรับตัวลงเช่นกัน 9.5% แม้ตลาดจะฟื้นตัวได้ระดับหนึ่งในวันศุกร์จนดันให้ KOSPI ดีดกลับขึ้นมาราว 3% แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็เริ่มลดลงตามสถานการณ์ล่าสุด
อะไรเป็นชนวนให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขาย?
การปรับตัวลงของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เกิดจากความกังวล 3 เรื่องที่มีจุดเชื่อมโยงกัน เรื่องแรกคือ ChangXin Memory Technologies (CXMT) จากจีนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชิปออกมา ซึ่งถือเป็นปัญหาต่อผู้ผลิตชิปรายอื่นที่ครองตลาดอยู่แล้ว พร้อมจุดชนวนความกังวลว่าการผลิตชิปอาจล้นตลาด ถ้าการผลิตใหม่ยังเพิ่มเข้าสู่ตลาดต่อไม่หยุดในช่วงปลายทศวรรษนี้
เรื่องที่สองคือนักลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้นถึงการใช้เงินทุนมหาศาลสำหรับการพัฒนา AI โดยผู้บริหารจาก Broadcom และ Intel ก็ได้ออกมาเตือนว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาวงการ AI โดยเฉพาะช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมเริ่มสูงขึ้น
เรื่องที่สามคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ Fed อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก รวมถึงอาจดันให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น พร้อมลดระดับมูลค่าหุ้นที่นักลงทุนเต็มใจนำมาลงทุนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเติบโตสูง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดแรงเทขายอย่างหนัก แต่โครงสร้างพื้นฐานของวงการเซมิคอนดักเตอร์ก็ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง หลัง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ได้ประกาศรายได้และกำไรออกมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 3 เนื่องจากชิป AI ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ASML ก็ประกาศผลกำไรได้สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัททั้งสองแห่งกลับไม่สามารถสกัดแรงเทขายของหุ้นทั้งวงการได้ สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันนักลงทุนได้ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมหภาคและความเหมาะสมของมูลค่าหุ้นมากขึ้น
การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนต่อในสัปดาห์หน้า เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี แผนการลงทุนใน AI และแรงกดดันจากจีนอย่างใกล้ชิด โดยถ้าผลประกอบการประกาศออกมาดี รวมถึงอนาคตยังดูแข็งแกร่ง ก็อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น และดันให้หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด หรือเกิดปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุน รวมถึงเกิดความกังวลว่าการผลิตชิปอาจล้นตลาด ก็อาจเผชิญแรงเทขายที่หนักกว่าเดิมเช่นกัน
เงินเฟ้อสหรัฐฯ และ Fed: โอกาสขึ้นดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้นต่อ
ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ คือปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์ โดยผลที่ออกมาก็ยิ่งตอกย้ำว่าราคายังเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ และเป็นสาเหตุให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ในเร็วๆ นี้
โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนกันยายนที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธก็แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.7% เมื่อเทียบรายปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 3.6% ขณะที่ CPI รายเดือนก็เพิ่มขึ้น 0.6% หลังเพิ่มขึ้นมาแล้ว 0.4% ในเดือนก่อนหน้า
ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ก็ปรับขึ้นสู่ระดับ 2.6% เมื่อเทียบรายปี หลังเพื่มขึ้นไปแล้ว 2.4% ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.5% ขณะที่ Core CPI รายเดือนก็เพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับที่คาดไว้ที่ 0.2% แม้ราคาน้ำมันเบนซินจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันเงินเฟ้อทั่วไปให้สูงขึ้น แต่การปรับขึ้นของราคาในหมวดสินค้าและบริการอื่นๆ ก็ยังสะท้อนว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้อยู่แค่ในภาคพลังงานอย่างเดียว
ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสก็ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาดังกล่าว โดยราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PPI รายปีก็เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 6.3% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 โดยราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น โดยราคาพลังงานในหมวดอุปสงค์ขั้นสุดท้ายได้พุ่งขึ้น 10.8% ในเดือนเดียวกัน ส่วน Core PPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหาร พลังงาน และบริการด้านการค้า ก็เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน
การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: Fed ใกล้จะจัดการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ โดยนักลงทุนต้องประเมินว่าปัญหาเงินเฟ้อยังมีโอกาสมากพอที่จะทำให้ Fed ต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นอีกหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญต่อไปจะอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ผลประกอบการของบริษัทอื่นๆ และคำแถลงจากฝ่ายกำหนดนโยบายของธาคารกลาง โดยถ้าปัญหาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ตลาดกลับมาประเมินโอกาสในการปรับดอกเบี้ยขึ้น แต่ถ้าข้อมูลเริ่มสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง และ Fed แสดงท่าทีไม่รีบเร่งใช้นโยบายเข้มงวดขึ้น ก็อาจช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ตลาดหุ้นกับพันธบัตรกกลับมาเสถียรขึ้น
น้ำมัน: ราคายังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงที่รัสเซียมีโอกาสถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนตลอดสัปดาห์ โดยสงครามและปัญหาการขนส่งน้ำมันก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ราคาอยู่ในระดับสูงต่อไป
ด้านน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่เหนือ $100 ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นไปแตะประมาณ $105.92 ในวันพฤหัส ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ก็ขยับขึ้นสู่ $97.97 หลังเกิดการโจมตีเรือเดินสมุทรใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย ตลอดจนความไม่แน่นอนถึงความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานล้วนเป็นปัจจัยที่ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด
ขณะเดียวกัน ตลาดก็เริ่มกลับมาประเมินว่าปริมาณเชื้อเพลิงอาจกกลับเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น
โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ให้รัสเซียจัดส่งน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มได้ โดยจะมีการจัดส่งน้ำมันราว 300,000 ตันในช่วงแรก ก่อนจะส่งเพิ่มอีกในเดือนพฤศจิกายนและเดือนถัดๆ ไป หลังสหรัฐฯ ผ่อนมาตรการกักกันการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียลงชั่วคราว
การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งทางทะเล และมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย หากเกิดการโจมตีจึ้น หรือการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ก็อาจดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อไป ในทางกลับกัน หากมีการผลิตน้ำมันเข้าสู่ตลาดเพิ่ม รวมถึงสถานการณ์การขนส่งทางทะเลปรับตัวดีขึ้น หรือมีสัญญาณชัดเจนที่สงครามจะลดรดับความตึงเครียดลง ก็อาจช่วยผ่อนราคาน้ำมันลงได้
ทองคำ: เงินเฟ้อยังกดไม่ให้ฟื้นตัวขึ้นต่อ แต่ยังยืนเหนือ $4,100 ได้
ทองคำเผชิญปัญหาตลอดสัปดาห์ หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดได้เพิ่มโอกาสที่ Fed อาจใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง โดยโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า ก็ส่งผลให้สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยลดความน่าสนใจลงไป
โดยหลังการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไปเมื่อวันพุธ ราคาทองคำในตลาดสปอตก็ร่วงลงประมาณ 1.7% สู่ระดับ $4,086 ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำก็ฟื้นตัวขึ้นได้ในเวลาต่อมา โดยกลับมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $4,155 ในวันศุกร์ แต่ถึงแม้จะฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดได้ ทองคำก็ยังมีแนวโน้มปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลงประมาณ 1%
การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: ทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะขึ้นอยู่กับดอลลาร์สหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตร และนโยบายของ Fed เป็นหลัก โดยถ้าเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรยังคงอยู่ในระดับสูง ก็อาจสร้างปัญหาให้กับทองคำอีกครั้ง ในทางกลับกัน หาก Fed ผ่อนคลายนโยบายลง รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับตัวลง หรือสงครามเกิดทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจดันให้ทองคำฟื้นตัวได้เช่นกัน
โดยการยืนเหนือระดับ $4,100 ได้จะถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้นได้
ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป
| วันที่ | ข้อมูล | ประเทศ | ก่อนหน้า | เวลา [ไทย GMT +7] |
| จันทร์ที่ 19 ตุลาคม | ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตามค่ามัธยฐาน ปีต่อปี | แคนาดา | 2.0% | 19:30 น. |
| พุธที่ 21 ตุลาคม | ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปีต่อปี | สหราช อาณาจักร | 3.1% | 13:00 น. |
| พฤหัสที่ 15 ตุลาคม | ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไตรมาสต่อไตรมาส | นิวซีแลนด์ | 1.5% | 04:45 น. |
| พฤหัสที่ 15 ตุลาคม | จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน | สหรัฐ อเมริกา | 19:30 น. | |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตเบื้องต้น | ยุโรป | 52.9 | 15:00 น. |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการบริการเบื้องต้น | ยุโรป | 53 | 15:00 น. |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตเบื้องต้น | สหราช อาณาจักร | 52.1 | 15:00 น. |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการบริการเบื้องต้น | สหราช อาณาจักร | 51.9 | 15:30 น. |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตเบื้องต้น | สหรัฐ อเมริกา | 55.9 | 20:45 น. |
| ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม | ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการบริการเบื้องต้น | สหรัฐ อเมริกา | 58.8 | 20:45 น. |
บทวิเคราะห์และการคาดการณ์ทางเทคนิค:
บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค – ช่วงขาขึ้นระยะยาวยังแข็งแกร่ง แต่ระยะสั้นยังอยู่ในช่วงพักฐาน
ปัจจุบันน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ $107.61 โดยถึงแม้จะพักฐานใกล้ระดับสูงสุด แต่การเคลื่อนไหวของราคาก็ยังสะท้อนถึงช่วงขาขึ้นได้ โดยแท่งเทียนล่าสุดก็ยังชี้ให้เห็นถึงแรงขายทำกำไรและโมเมนตัมระยะสั้นที่เริ่มอ่อนแรงลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนพอว่าจะเกิดการกลับตัวของแนวโน้มแต่อย่างใด
ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ยังคงชี้ให้เห็นถึงช่วงขาขึ้นในภาพรวม แม้ราคาจะปรับตัวลงต่ำกว่าเส้น MA5 แต่ก็ยังยืนเหนือเส้น MA10 และ MA20 ได้ โดยการเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าช่วงขาขึ้นยังไม่เสียทรง อย่างไรก็ตาม การย่อตัวลงล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าฝั่งซื้อยังอยู่ต่ำกกว่าแนวต้านใกล้ระดับสูงสุดของรอบอยู่
ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ $107.40 ตามด้วย $105.70 และ $102.30 ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ $108.50–$109.00 และจุดสูงล่าสุดที่ $110.42 โดยถ้าฟื้นตัวขึ้นทะลุ $109.00 ได้ ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่วงขาขึ้นจนดันราคาให้ขึ้นไปที่ $110.42 ได้อีกครั้ง ในทางกลับกัน ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $105.70 ก็อาจเกิดการปรับฐานต่ำลงไปที่ $102.30 ได้
โดยรวมแล้วก็คาดว่ายังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาขึ้นอย่างช้าๆ ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือ $105.70 ได้ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงคราม การขนส่งน้ำมัน และการเปลี่ยนแปลงความต้องการน้ำมันทั่วโลกเป็นหลัก ซึ่งอาจเร่งให้ราคาพุ่งแรงได้ทั้งสองทาง
กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

| แนวต้าน | $109.00 – $109.13 | $110.42 – $110.50 | $112.14 – $112.21 |
| แนวรับ | $107.40 – $107.50 | $105.70 – $105.75 | $102.30 – $102.38 |
บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค — อยู่ในช่วงพักฐาน แต่อาจเปลี่ยนเป็นช่วงขาขึ้นได้เล็กน้อย
ปัจจุบันดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวอยู่ที่ 7,762 จุด โดยฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากจุดต่ำในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ 7,299 จุด ก่อนปรับขึ้นไปแตะจุดสูงล่าสุดที่ 7,850 จุด แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มย่อตัวลงจนเปลี่ยนมาพักฐานแทน โดยแท่งเทียนล่าสุดก็สะท้อนว่าดัชนีได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยหลังอ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมา
ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงให้เห็นถึงภาพที่ยังมีทั้งแรงหนุนและแรงกดดันผสมกัน โดยแนวรับแรกจะอยู่ที่ 7,750 จุด ตามด้วย 7,700–7,710 จุด และ 7,575 จุด ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 7,788–7,800 จุด ตามด้วยจุดสูงล่าสุดที่ 7,850 จุด โดยถ้าดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือ 7,800 จุดได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยให้ภาพรวมทางเทคนิคดูดีขึ้นจนดันให้ดัชนีกลับขึ้นที่ระดับ 7,850 จุดอีกครั้ง แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 7,750 จุดอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดการปรับฐานต่ำลงไปที่ระดับ 7,700 จุด หรือ 7,575 จุดได้เช่นกัน โดยรวมแล้วก็คาดว่ายังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาขึ้นอย่างช้าๆ ตราบใดที่ยังอยู่เหนือเส้น MA20 ได้ แต่การจะดึงโมเมนตัมขาขึ้นกลับมาก็ยังต้องรอสัญญาณยืนยันก่อน
กราฟ S&P 500 รายวัน

| แนวต้าน | 7,800 – 7,805 | 7,850 – 7,858 | 7,900 – 7,905 |
| แนวรับ | 7,700 – 7,710 | 7,575 – 7,580 | 7,480 – 7,492 |
บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค — อยุ่ในช่วงพักฐานหลังปรับฐานลงอย่างหนัก
ปัจจุบันทองคำซื้อขายอยู่ที่ $4,187 หลังร่วงลงมาตลอดในเดือนกันยายน โดยราคาเริ่มทรงตัวได้ในกรอบ $4,100–$4,200 หลังร่วงแรงในช่วงปลายเดือนกันยายน แต่ก็ยังฟื้นตัวขึ้นไม่ได้มากกว่านี้ และยังไม่สามารถสร้างช่วงขาขึ้นรอบใหม่ที่ชัดเจนได้
ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็นว่าทองคำกำลังพยายามฟื้นตัวขึ้นในช่วงแรก โดยปัจจุบันก็ซื้อขายอยู่เหนือเส้น MA5 และ MA10 แล้ว แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA20 เล็กน้อย ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญในขณะนี้
ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ $4,150–$4,160 ตามด้วย $4,110 และ $3,950–$4,000 ส่วนแนวต้านจะอยู่ที่ $4,193–$4,200 ตามด้วย $4,328 และ $4,546 โดยถ้าทะลุเหนือ $4,200 ได้ต่อเนื่อง ก็อาจไปต่อที่ $4,328 ได้ แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $4,150 ก็อาจทำให้การฟื้นตัวอ่อนแรงลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะร่วงไปที่ $4,110 ได้เช่นกัน
โดยรวมแล้วก็คาดว่าในระยะแรกยังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาลงเล็กน้อย ถ้าทองคำยังอยู่ต่ำกว่า $4,200 อยู่ แต่การปรับฐานต่ำลงก็ยังไม่หายไปไหนจนกว่าราคาจะกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านที่สูงขึ้นได้ พร้อมสร้างจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher Highs) และจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) ได้ต่อเนื่อง
กราฟราคาทองคำรายวัน

| แนวต้าน | $4,193 – $4,200 | $4,328 – $4,340 | $4,546 – $4,550 |
| แนวรับ | $4,100 – $4,110 | $3,950 – $3,960 | $3,900 – $3,905 |
บทวิเคราะห์ EURUSD ทางเทคนิค — อยู่ในช่วงขาลง แต่เริ่มมีแรงฟื้นตัวในระยะสั้น
ปัจจุบันคู่เงิน EURUSD ซื้อขายอยู่ที่ 1.1246 โดยยังคงอยู่ในช่วงขาลงในระยะกลางอย่างชัดเจน หลังร่วงจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ 1.1710 สู่จุดต่ำล่าสุดที่ 1.1112
ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็น่วาโมเมนตัมเริ่มฟื้นตัวในระยะสั้นได้ โดยขยับขึ้นมาอยู่เหนือเส้น MA5 เส้น MA10 และเส้น MA20 ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายใต้ช่วงขาลงในภาพรวม จึงยังไม่ถือเป็นการยืนยันว่าคู่เงินนี้พลิกเป็นขาขึ้นได้แต่อย่างใด
ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ระดับ 1.1200 ตามด้วยจุดต่ำล่าสุดที่ 1.1112 ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 1.1282 ตามด้วย 1.1412 โดยถ้าทะลุเหนือ 1.1282 ได้ต่อเนื่อง ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับการฟื้นตัวจนดันให้กลับขึ้นไปที่ 1.1412 ได้ แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 1.1200 ก็อาจทำให้ช่วงฟื้นตัวอ่อนแรงลง และถ้างหลุดต่ำกว่า 1.1112 อีก ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการกลับมาของแรงขายอีกครั้ง โดยรวมแล้วก็คาดว่าค่อนไปทางขาขึ้นในระยะสั้นช้าๆ ตราบใดที่ยังยืนเหนือระดับ 1.1200 ได้ แม้ช่วงขาลงในภาพรวมยังต้องจับตาต่อก็ตาม
กราฟ EURUSD รายวัน

| แนวต้าน | 1.1282 – 1.1290 | 1.1377 – 1.1385 | 1.1420 – 1.1432 |
| แนวรับ | 1.1192 – 1.1200 | 1.1112 – 1.1118 | 1.1075 – 1.1180 |
คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน
หมวดหมู่
เปิดบัญชีเทรดจริง
Important Notice
STARTRADER does not accept any applications from Australian residents.
To comply with regulatory requirements, clicking the button will redirect you to the STARTRADER website operated by STARTRADER PRIME GLOBAL PTY LTD (ABN 65 156 005 668), an authorized Australian Financial Services Licence holder (AFSL no. 421210) regulated by the Australian Securities and Investments Commission.
Important Notice for Residents of the United Arab Emirates
In alignment with local regulatory requirements, individuals residing in the United Arab Emirates are requested to proceed via our dedicated regional platform at startrader.ae, which is operated by STARTRADER Global Financial Consultation & Financial Analysis L.L.C.. This entity is licensed by the UAE Capital Market Authority (CMA) under License No. 20200000241, and is authorised to introduce financial services and promote financial products in the UAE.
Please click the "Continue" button below to be redirected.