Icon close

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

ตลาดหุ้นโลกเผชิญปัญหา หลังบอนยีลด์ปรับขึ้นไม่หยุด ส่วนเงินเฟ้อยังเสี่ยงพุ่งต่อ

October 16, 2026, 10:05

สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญปัญหา: ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นถือเป็นปัญหาต่อตลาดหุ้นในภาพรวม โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
  2. หุ้นชิปเกาหลีใต้ร่วงหนัก: SK Hynix และ Samsung ร่วงแรง หลัง CXMT จากจีนซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดชิปได้พัฒนาชิปใหม่สำเร็จ รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่ชิปหน่วยความจำอาจผลิตออกมามากเกินความจำเป็นในอนาคต
  3. เงินเฟ้อสร้างปัญหาต่อการดำเนินนโยบายของ Fed: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นสู่ระดับ 3.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกันยายน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ก็เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด
  4. ความเชื่อมั่นต่อ AI เผชิญปัญหาใหม่: ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ TSMC และ ASML สะท้อนว่า AI ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุน และความเสี่ยงจากการผลิตออกมาเกินความจำเป็นก็ถือเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนเช่นกัน
  5. ราคาน้ำมันยังสูง: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างปัญหาต่อไม่หยุด ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มีโอกาสส่งออกน้ำมันดีเซลต่อ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรก็อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดในระยะต่อไปได้
  6. ทองยังแข็งแกร่ง: แม้ต้องเผชิญปัญหาจากผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์ที่มีค่าสูงขึ้น แต่ทองคำก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมาใกล้ระดับ $4,155 ได้ หลังร่วงลงต่ำกว่า $4,100 ในช่วงสั้นๆ
  7. สัปดาห์หน้าชี้ชะตาตลาดผ่านผลประกอบการและข้อมูลเศรษฐกิจ: ผลประกอบของบริษัทต่างๆ ข้อมูลที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน และผลสำรวจภาคธุรกิจอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดได้ในระยะต่อไป

ตลาดหุ้นทั่วโลก: หุ้น AI จุดชนวนแรงเทขายทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต้องกลับมาประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี ต้นทุนในการลงทุน และทิศทางนโยบายของ Fed ใหม่อีกครั้ง หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นกลุ่มที่ร่วงแรงที่สุดในตลาด และกดให้ Nasdaq ร่วงลง 1.88% ในวันพุธ ส่วน S&P 500 ก็ปรับตัวลง 1.11% นอกจากนี้ แรงเทขายยังลุกลามไปยังตลาดเอเชียและยุโรป สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่าตลาด AI อาจปรับตัวขึ้นไม่ยั่งยืนเท่าที่หวังไว้

ด้านตลาดเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยในวันพฤหัส KOSPI ดิ่งลง 8.1% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว หลังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่วน SK Hynix ร่วงลงเกือบ 11% ขณะที่ Samsung ก็ปรับตัวลงเช่นกัน 9.5% แม้ตลาดจะฟื้นตัวได้ระดับหนึ่งในวันศุกร์จนดันให้ KOSPI ดีดกลับขึ้นมาราว 3% แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็เริ่มลดลงตามสถานการณ์ล่าสุด

อะไรเป็นชนวนให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขาย?

การปรับตัวลงของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เกิดจากความกังวล 3 เรื่องที่มีจุดเชื่อมโยงกัน เรื่องแรกคือ ChangXin Memory Technologies (CXMT) จากจีนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชิปออกมา ซึ่งถือเป็นปัญหาต่อผู้ผลิตชิปรายอื่นที่ครองตลาดอยู่แล้ว พร้อมจุดชนวนความกังวลว่าการผลิตชิปอาจล้นตลาด ถ้าการผลิตใหม่ยังเพิ่มเข้าสู่ตลาดต่อไม่หยุดในช่วงปลายทศวรรษนี้

เรื่องที่สองคือนักลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้นถึงการใช้เงินทุนมหาศาลสำหรับการพัฒนา AI โดยผู้บริหารจาก Broadcom และ Intel ก็ได้ออกมาเตือนว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาวงการ AI โดยเฉพาะช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมเริ่มสูงขึ้น

เรื่องที่สามคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ Fed อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก รวมถึงอาจดันให้ต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น พร้อมลดระดับมูลค่าหุ้นที่นักลงทุนเต็มใจนำมาลงทุนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเติบโตสูง

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดแรงเทขายอย่างหนัก แต่โครงสร้างพื้นฐานของวงการเซมิคอนดักเตอร์ก็ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง หลัง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ได้ประกาศรายได้และกำไรออกมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 3 เนื่องจากชิป AI ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ASML ก็ประกาศผลกำไรได้สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัททั้งสองแห่งกลับไม่สามารถสกัดแรงเทขายของหุ้นทั้งวงการได้ สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันนักลงทุนได้ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมหภาคและความเหมาะสมของมูลค่าหุ้นมากขึ้น

การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนต่อในสัปดาห์หน้า เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี แผนการลงทุนใน AI และแรงกดดันจากจีนอย่างใกล้ชิด โดยถ้าผลประกอบการประกาศออกมาดี รวมถึงอนาคตยังดูแข็งแกร่ง ก็อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น และดันให้หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด หรือเกิดปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุน รวมถึงเกิดความกังวลว่าการผลิตชิปอาจล้นตลาด ก็อาจเผชิญแรงเทขายที่หนักกว่าเดิมเช่นกัน


เงินเฟ้อสหรัฐฯ และ Fed: โอกาสขึ้นดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้นต่อ

ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ คือปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์ โดยผลที่ออกมาก็ยิ่งตอกย้ำว่าราคายังเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ และเป็นสาเหตุให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ในเร็วๆ นี้

โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนกันยายนที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธก็แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.7% เมื่อเทียบรายปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 3.6% ขณะที่ CPI รายเดือนก็เพิ่มขึ้น 0.6% หลังเพิ่มขึ้นมาแล้ว 0.4% ในเดือนก่อนหน้า

ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ก็ปรับขึ้นสู่ระดับ 2.6% เมื่อเทียบรายปี หลังเพื่มขึ้นไปแล้ว 2.4% ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 2.5% ขณะที่ Core CPI รายเดือนก็เพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับที่คาดไว้ที่ 0.2% แม้ราคาน้ำมันเบนซินจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันเงินเฟ้อทั่วไปให้สูงขึ้น แต่การปรับขึ้นของราคาในหมวดสินค้าและบริการอื่นๆ ก็ยังสะท้อนว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้อยู่แค่ในภาคพลังงานอย่างเดียว

ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสก็ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาดังกล่าว โดยราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PPI รายปีก็เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 6.3% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 โดยราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น โดยราคาพลังงานในหมวดอุปสงค์ขั้นสุดท้ายได้พุ่งขึ้น 10.8% ในเดือนเดียวกัน ส่วน Core PPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหาร พลังงาน และบริการด้านการค้า ก็เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน

การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: Fed ใกล้จะจัดการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ โดยนักลงทุนต้องประเมินว่าปัญหาเงินเฟ้อยังมีโอกาสมากพอที่จะทำให้ Fed ต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นอีกหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญต่อไปจะอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ผลประกอบการของบริษัทอื่นๆ และคำแถลงจากฝ่ายกำหนดนโยบายของธาคารกลาง โดยถ้าปัญหาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ตลาดกลับมาประเมินโอกาสในการปรับดอกเบี้ยขึ้น แต่ถ้าข้อมูลเริ่มสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง และ Fed แสดงท่าทีไม่รีบเร่งใช้นโยบายเข้มงวดขึ้น ก็อาจช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ตลาดหุ้นกับพันธบัตรกกลับมาเสถียรขึ้น


น้ำมัน: ราคายังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงที่รัสเซียมีโอกาสถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนตลอดสัปดาห์ โดยสงครามและปัญหาการขนส่งน้ำมันก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ราคาอยู่ในระดับสูงต่อไป

ด้านน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่เหนือ $100 ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นไปแตะประมาณ $105.92 ในวันพฤหัส ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ก็ขยับขึ้นสู่ $97.97 หลังเกิดการโจมตีเรือเดินสมุทรใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบีย ตลอดจนความไม่แน่นอนถึงความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานล้วนเป็นปัจจัยที่ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด

ขณะเดียวกัน ตลาดก็เริ่มกลับมาประเมินว่าปริมาณเชื้อเพลิงอาจกกลับเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น

โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ให้รัสเซียจัดส่งน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มได้ โดยจะมีการจัดส่งน้ำมันราว 300,000 ตันในช่วงแรก ก่อนจะส่งเพิ่มอีกในเดือนพฤศจิกายนและเดือนถัดๆ ไป หลังสหรัฐฯ ผ่อนมาตรการกักกันการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียลงชั่วคราว

การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งทางทะเล และมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย หากเกิดการโจมตีจึ้น หรือการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ก็อาจดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อไป ในทางกลับกัน หากมีการผลิตน้ำมันเข้าสู่ตลาดเพิ่ม รวมถึงสถานการณ์การขนส่งทางทะเลปรับตัวดีขึ้น หรือมีสัญญาณชัดเจนที่สงครามจะลดรดับความตึงเครียดลง ก็อาจช่วยผ่อนราคาน้ำมันลงได้

ทองคำ: เงินเฟ้อยังกดไม่ให้ฟื้นตัวขึ้นต่อ แต่ยังยืนเหนือ $4,100 ได้

ทองคำเผชิญปัญหาตลอดสัปดาห์ หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดได้เพิ่มโอกาสที่ Fed อาจใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง โดยโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า ก็ส่งผลให้สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยลดความน่าสนใจลงไป

โดยหลังการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไปเมื่อวันพุธ ราคาทองคำในตลาดสปอตก็ร่วงลงประมาณ 1.7% สู่ระดับ $4,086 ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำก็ฟื้นตัวขึ้นได้ในเวลาต่อมา โดยกลับมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $4,155 ในวันศุกร์ แต่ถึงแม้จะฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดได้ ทองคำก็ยังมีแนวโน้มปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลงประมาณ 1%

การคาดการณ์สำหรับวันที่ 19–23 ตุลาคม: ทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะขึ้นอยู่กับดอลลาร์สหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตร และนโยบายของ Fed เป็นหลัก โดยถ้าเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรยังคงอยู่ในระดับสูง ก็อาจสร้างปัญหาให้กับทองคำอีกครั้ง ในทางกลับกัน หาก Fed ผ่อนคลายนโยบายลง รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรได้ปรับตัวลง หรือสงครามเกิดทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจดันให้ทองคำฟื้นตัวได้เช่นกัน

โดยการยืนเหนือระดับ $4,100 ได้จะถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้นได้


ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป

วันที่ข้อมูลประเทศก่อนหน้าเวลา [ไทย GMT +7]
จันทร์ที่ 19 ตุลาคมดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ตามค่ามัธยฐาน ปีต่อปี
แคนาดา2.0%19:30 น.
พุธที่ 21 ตุลาคมดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ปีต่อปี
สหราช
อาณาจักร
3.1%13:00 น.
พฤหัสที่ 15 ตุลาคมดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ไตรมาสต่อไตรมาส
นิวซีแลนด์1.5%04:45 น.
พฤหัสที่ 15 ตุลาคมจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ
อเมริกา
19:30 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการผลิตเบื้องต้น
ยุโรป52.915:00 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการบริการเบื้องต้น
ยุโรป5315:00 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการผลิตเบื้องต้น
สหราช
อาณาจักร
52.115:00 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการบริการเบื้องต้น
สหราช
อาณาจักร
51.915:30 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการผลิตเบื้องต้น
สหรัฐ
อเมริกา
55.920:45 น.
ศุกร์ที่ 23 ตุลาคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ภาคการบริการเบื้องต้น
สหรัฐ
อเมริกา
58.820:45 น.


บทวิเคราะห์และการคาดการณ์ทางเทคนิค:

บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค – ช่วงขาขึ้นระยะยาวยังแข็งแกร่ง แต่ระยะสั้นยังอยู่ในช่วงพักฐาน

ปัจจุบันน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ $107.61 โดยถึงแม้จะพักฐานใกล้ระดับสูงสุด แต่การเคลื่อนไหวของราคาก็ยังสะท้อนถึงช่วงขาขึ้นได้ โดยแท่งเทียนล่าสุดก็ยังชี้ให้เห็นถึงแรงขายทำกำไรและโมเมนตัมระยะสั้นที่เริ่มอ่อนแรงลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนพอว่าจะเกิดการกลับตัวของแนวโน้มแต่อย่างใด

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ยังคงชี้ให้เห็นถึงช่วงขาขึ้นในภาพรวม แม้ราคาจะปรับตัวลงต่ำกว่าเส้น MA5 แต่ก็ยังยืนเหนือเส้น MA10 และ MA20 ได้ โดยการเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าช่วงขาขึ้นยังไม่เสียทรง อย่างไรก็ตาม การย่อตัวลงล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่าฝั่งซื้อยังอยู่ต่ำกกว่าแนวต้านใกล้ระดับสูงสุดของรอบอยู่

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ $107.40 ตามด้วย $105.70 และ $102.30 ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ $108.50–$109.00 และจุดสูงล่าสุดที่ $110.42 โดยถ้าฟื้นตัวขึ้นทะลุ $109.00 ได้ ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่วงขาขึ้นจนดันราคาให้ขึ้นไปที่ $110.42 ได้อีกครั้ง ในทางกลับกัน ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $105.70 ก็อาจเกิดการปรับฐานต่ำลงไปที่ $102.30 ได้

โดยรวมแล้วก็คาดว่ายังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาขึ้นอย่างช้าๆ ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือ $105.70 ได้ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงคราม การขนส่งน้ำมัน และการเปลี่ยนแปลงความต้องการน้ำมันทั่วโลกเป็นหลัก ซึ่งอาจเร่งให้ราคาพุ่งแรงได้ทั้งสองทาง

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

แนวต้าน$109.00 – $109.13$110.42 – $110.50$112.14 – $112.21
แนวรับ$107.40 – $107.50$105.70 – $105.75$102.30 – $102.38

บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค — อยู่ในช่วงพักฐาน แต่อาจเปลี่ยนเป็นช่วงขาขึ้นได้เล็กน้อย

ปัจจุบันดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวอยู่ที่ 7,762 จุด โดยฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากจุดต่ำในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ 7,299 จุด ก่อนปรับขึ้นไปแตะจุดสูงล่าสุดที่ 7,850 จุด แต่หลังจากนั้นดัชนีก็เริ่มย่อตัวลงจนเปลี่ยนมาพักฐานแทน โดยแท่งเทียนล่าสุดก็สะท้อนว่าดัชนีได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยหลังอ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงให้เห็นถึงภาพที่ยังมีทั้งแรงหนุนและแรงกดดันผสมกัน โดยแนวรับแรกจะอยู่ที่ 7,750 จุด ตามด้วย 7,700–7,710 จุด และ 7,575 จุด ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 7,788–7,800 จุด ตามด้วยจุดสูงล่าสุดที่ 7,850 จุด โดยถ้าดัชนีปรับตัวขึ้นเหนือ 7,800 จุดได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยให้ภาพรวมทางเทคนิคดูดีขึ้นจนดันให้ดัชนีกลับขึ้นที่ระดับ 7,850 จุดอีกครั้ง แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 7,750 จุดอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดการปรับฐานต่ำลงไปที่ระดับ 7,700 จุด หรือ 7,575 จุดได้เช่นกัน โดยรวมแล้วก็คาดว่ายังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาขึ้นอย่างช้าๆ ตราบใดที่ยังอยู่เหนือเส้น MA20 ได้ แต่การจะดึงโมเมนตัมขาขึ้นกลับมาก็ยังต้องรอสัญญาณยืนยันก่อน

กราฟ S&P 500 รายวัน

แนวต้าน7,800 – 7,8057,850 – 7,8587,900 – 7,905
แนวรับ7,700 – 7,7107,575 – 7,5807,480 – 7,492

บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค — อยุ่ในช่วงพักฐานหลังปรับฐานลงอย่างหนัก

ปัจจุบันทองคำซื้อขายอยู่ที่ $4,187 หลังร่วงลงมาตลอดในเดือนกันยายน โดยราคาเริ่มทรงตัวได้ในกรอบ $4,100–$4,200 หลังร่วงแรงในช่วงปลายเดือนกันยายน แต่ก็ยังฟื้นตัวขึ้นไม่ได้มากกว่านี้ และยังไม่สามารถสร้างช่วงขาขึ้นรอบใหม่ที่ชัดเจนได้

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็นว่าทองคำกำลังพยายามฟื้นตัวขึ้นในช่วงแรก โดยปัจจุบันก็ซื้อขายอยู่เหนือเส้น MA5 และ MA10 แล้ว แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA20 เล็กน้อย ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญในขณะนี้

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ $4,150–$4,160 ตามด้วย $4,110 และ $3,950–$4,000 ส่วนแนวต้านจะอยู่ที่ $4,193–$4,200 ตามด้วย $4,328 และ $4,546 โดยถ้าทะลุเหนือ $4,200 ได้ต่อเนื่อง ก็อาจไปต่อที่ $4,328 ได้ แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า $4,150 ก็อาจทำให้การฟื้นตัวอ่อนแรงลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะร่วงไปที่ $4,110 ได้เช่นกัน

โดยรวมแล้วก็คาดว่าในระยะแรกยังคงอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาลงเล็กน้อย ถ้าทองคำยังอยู่ต่ำกว่า $4,200 อยู่ แต่การปรับฐานต่ำลงก็ยังไม่หายไปไหนจนกว่าราคาจะกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านที่สูงขึ้นได้ พร้อมสร้างจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher Highs) และจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) ได้ต่อเนื่อง

กราฟราคาทองคำรายวัน

แนวต้าน$4,193 – $4,200$4,328 – $4,340$4,546 – $4,550
แนวรับ$4,100 – $4,110$3,950 – $3,960$3,900 – $3,905

บทวิเคราะห์ EURUSD ทางเทคนิค — อยู่ในช่วงขาลง แต่เริ่มมีแรงฟื้นตัวในระยะสั้น

ปัจจุบันคู่เงิน EURUSD ซื้อขายอยู่ที่ 1.1246 โดยยังคงอยู่ในช่วงขาลงในระยะกลางอย่างชัดเจน หลังร่วงจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ 1.1710 สู่จุดต่ำล่าสุดที่ 1.1112

ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ชี้ให้เห็น่วาโมเมนตัมเริ่มฟื้นตัวในระยะสั้นได้ โดยขยับขึ้นมาอยู่เหนือเส้น MA5 เส้น MA10 และเส้น MA20 ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายใต้ช่วงขาลงในภาพรวม จึงยังไม่ถือเป็นการยืนยันว่าคู่เงินนี้พลิกเป็นขาขึ้นได้แต่อย่างใด

ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ระดับ 1.1200 ตามด้วยจุดต่ำล่าสุดที่ 1.1112 ส่วนแนวต้านแรกจะอยู่ที่ 1.1282 ตามด้วย 1.1412 โดยถ้าทะลุเหนือ 1.1282 ได้ต่อเนื่อง ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับการฟื้นตัวจนดันให้กลับขึ้นไปที่ 1.1412 ได้ แต่ถ้าร่วงหลุดต่ำกว่า 1.1200 ก็อาจทำให้ช่วงฟื้นตัวอ่อนแรงลง และถ้างหลุดต่ำกว่า 1.1112 อีก ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการกลับมาของแรงขายอีกครั้ง โดยรวมแล้วก็คาดว่าค่อนไปทางขาขึ้นในระยะสั้นช้าๆ ตราบใดที่ยังยืนเหนือระดับ 1.1200 ได้ แม้ช่วงขาลงในภาพรวมยังต้องจับตาต่อก็ตาม

กราฟ EURUSD รายวัน

แนวต้าน1.1282 – 1.12901.1377 – 1.13851.1420 – 1.1432
แนวรับ1.1192 – 1.12001.1112 – 1.11181.1075 – 1.1180

คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน

เปิดบัญชีจริง

เริ่มเทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก

พร้อมเทรดแล้วหรือยัง?

STARTRADER

Online Trading App

Online App Score
Install
Customer Service
Customer Service
Customer Service
Customer Service