Icon close

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง หลังน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ $100 จุดประเด็นปัญหาเงินเฟ้ออีกครั้ง

September 11, 2026, 09:44

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $100 เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้เพิ่มปัญหาให้กับการขนส่งน้ำมัน และจุดชนวนปัญหาเงินเฟ้อของโลกอีกครั้ง
  • ปัญหาเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ออกมาสูงกว่าคาด พร้อมเพิ่มโอกาสที่ Fed อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนอีก
  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เป็นต้นเหตุให้ธนาคารกลางหลายแห่งยังต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อไป
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเติบโต และหุ้นเทคโนโลยีเผชิญปัญหาจากราคาน้ำมัน และผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นก็เช่นกัน
  • ในสัปดาห์หน้า การประชุม FOMC ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของตลาด ทั้งในเรื่องการปรับดอกเบี้ย รวมถึง Dot Plot และแนวทางการดำเนินนโยบายของ Fed ซึ่งทั้งหมดนี้มีโอกาสเป็นตัวกำหนดทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตร หุ้น และทองคำได้
  • สงครามยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดชองตลาด โดยในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงหนักขึ้น ก็อาจดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีก แจ่ถ้ามีการลดระดับความตึงเครียดลง ก็อาจกระตุ้นให้ตลาดการเงินโลกฟิ้นตัวได้เช่นกัน


สัปดาห์นี้ ตลาดโลกยังต้องเผชิญความผันผวนต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ หลังสงครามตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อย พร้อมจุดชนวนปัญหาเงินเฟ้อให้กลับมาอีกครั้ง อีกทั้งยังสร้างปัญหาต่อตลาดหุ้น และพันธบัตรไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงโอกาสที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะปรับมาใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนถึงทิศทางการปรับดอกเบี้ยของ Fed ในสัปดาห์หน้า

น้ำมันพุ่ง 13% ในสัปดาห์นี้ตามความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้น

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นยังคงเป็นปัญหาหลักของตลาด โดยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน และปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญ ก็ได้เพิ่มความกังวลว่าปัญหาอาจยืดเยื้อเป็นเวลานาน ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นเหนือ $100 ต่อบาร์เรลจนแตะ $110 ในวันศุกร์ ถือเป็นการปรับตัวขึ้นเกือบ 13% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งถ้ายังมีการใช้ความรุนแรงขึ้นอีก ก็อาจดันให้ไปต่อที่ระดับ $120 ได้เลย นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็ยิ่งสร้างความกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อ และเป็นสาเหตุให้ธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องรักษาดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง รวมถึงมีโอกาสปรับสูงขึ้นอีกได้เช่นกัน

ข้อมูลผู้ผลิตของสหรัฐฯ ชี้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่จะมีการใช้นโยบายที่เข้มงวดสูงขึ้น หลังดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมได้เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และพุ่งขึ้นถึง 5.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสาเหตุก็มาจากสินค้าบางประเภทที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนมาอยู่ที่ 70% แล้ว

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2.50% แล้ว ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันได้ขยับขึ้นเหนือ 3% อีกทั้ง ECB ยังวางเป้าหมายเงินเฟ้อของปี 2026 เพิ่มมาที่ 3.0% สะท้อนให้เห็นว่าการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางมีอิทธิพลต่อธนาคารกลางในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อชัดเจน

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงตามผลตอบแทนพันธบัตรที่พู่งสูง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาเผชิญปัญหาหนัก เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นได้ส่งผลให้หุ้นปรับตัวลงตามอัตราคิดลดที่สูงขึ้น โดย S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลงในสัปดาห์นี้ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีก็จ่อพุ่งแตะระดับ 5% ส่งผลให้ทั้งผลตอบแทนพันธบัตร และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้สร้างปัญหาต่อหุ้นเติบโต และหุ้นเทคโนโลยีเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม Apple ถือเป็นหุ้นที่ได้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หลังเพิ่งเปิดตัว iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone จอพับรุ่นแรกอย่าง iPhone Duo ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ $1,999 และถึงแม้บริษัทจะขึ้นราคา iPhone Pro รุ่นล่าสุดขึ้นอีก $100 แต่หุ้น Apple กลับปรับตัวขึ้นอีก 3.6% ในวันถัดมา เนื่องจากนักลงทุนยังมองถึงแง่ดีในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แม้จะมีความกังวลถึงราคาที่สูง และปัญหาถึงความต้องการของลูกค้าก็ตาม

บทวิเคราะห์ในสัปดาห์หน้า

การประชุมของ Fed ในวันที่ 15–16 กันยายนจะถือเป็นไฮไลท์สำคัญของตลาด โดยนอกจากการปรับดอกเบี้ยแล้ว Fed จะมีการเปิดเผยรายงานสรุปการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) และ Dot Plot ออกมา ขณะที่ข้อมูลยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ข้อมูลภาคที่อยู่อาศัย และภาคอุตสาหกรรมจะถือเป็นตัวชี้วัดถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ชัดเจนขึ้น

ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเปิดการประชุมนโยบายขึ้นในวันที่ 17–18 กันยายน โดยตลาดคาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็น 1.25% คิดเป็นการปรับขึ้นอีก 0.25% ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ของธนาคารกลางญี่ปุ่นประกอบกับโอกาสที่ Fed จะใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น ก็มีแนวโน้มสร้างความผันผวนให้กับคู่เงิน USDJPY อย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงที่เยนญี่ปุ่นเพิ่งแข็งค่าขึ้น และตลาดยังจับตาถึงโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้ามาแทรกแซงตลาดอีกครั้ง

สรุปแล้ว ตลาดกำลังเข้าสู่สัปดาห์หน้าด้วยโอกาสสูงที่จะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังรุนแรง โดยราคาน้ำมัน และผลการประชุมของ Fed มีแนวโน้มเป็นตัวกำหนดว่าแรงเทขายล่าสุดจะยังดำเนินต่อไป หรือเปลี่ยนกลับมาเป็นเป็นแรงซื้ออีกครั้ง


ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป

วันที่ข้อมูลประเทศก่อนหน้าเวลา [ไทย GMT +7]
จันทร์ที่ 14 กันยายนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตามค่ามัธยฐานแคนาดา2.0%19:30 น.
อังคารที่ 15 กันยายนการเปลี่ยนแปลงจำนวน
ผู้ว่างงาน
สหราช
อาณาจักร
-11.0K13:00 น.
พุธที่ 16 กันยายนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปีต่อปีสหราช
อาณาจักร
2.9%13:00 น.
พุธที่ 16 กันยายนดัชนียอดค้าปลีก เดือนต่อเดือนสหรัฐ
อเมริกา
-0.6%19:30 น.
พุธที่ 16 กันยายนผลการปรับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
อเมริกา
3.75%01:00 น.
พฤหัสที่ 17 กันยายนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสต่อไรมาสNew Zealand
นิวซีแลนด์
0.8%05:45 น.
พฤหัสที่ 17 กันยายนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปีต่อปียุโรป2.9%16:00 น.
พฤหัสที่ 17 กันยายนผลการปรับอัตราดอกเบี้ยสหราช
อาณาจักร
3.75%18:00 น.
พฤหัสที่ 17 กันยายนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ
อเมริกา
19:30 น.
ศุกร์ที่ 18 กันยายนผลการปรับอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่น1.00%10:00 น.


บทวิเคราะห์และการคาดการณ์ทางเทคนิค:

บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้นระยะยาว แม้กราฟรายวันจะแสดงให้เห็นถึงการปรับฐานลงหนักจากจุดสูงล่าสุดที่ $4,646 ก็ตาม โดยปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ $4,350 และถึงแม้ว่าโมเมนตัมระยะสั้นจะเป็นขาลง แต่ในระยะถัดไปได้ชี้ว่าเปลี่ยนเป็นช่วงขาขึ้นแทน

ด้านแนวรับสำคัญแรกจะอยู่ที่ระดับ $4,300 ตามด้วย $4,129–$4,130 ส่วนระดับ $4,390–$4,465 จะทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญแรก ตามด้วย $4,646 ที่เป็นแนวต้านหลัก โดยถ้าราคายังยืนเหนือ $4,300 ได้ ก็มีโอกาสดันให้ทองคำฟื้นตัวต่อได้ แต่่ถ้าร่วงหลุดระดับดังกล่าว ก็อาจเปิดทางให้ปรับตัวลงไปที่ระดับ $4,130 ได้เช่นกัน โดยรวมแล้วก็คาดว่าอยู่ในช่วงทรงตัวไปถึงขาลงในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวก็คาดว่าได้เปลี่ยนเป็นช่วงขาขึ้นแทน

กราฟราคาทองคำรายวัน

แนวต้าน$4,441 – $4,450$4,595 – $4,600$4,621 – $4,630
แนวรับ$4,282 – $4,300$4,174 – $4,180$4,080 – $4,095

บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค

น้ำมันดิบเบรนท์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดยราคาได้พุ่งขึ้นไปแตะ $110.00 ก่อนปรับตัวลงมาที่ $106.85 ซึ่งถึงแม้ว่าล่าสุดราคาจะร่วงลง แต่ภาพรวมก็ยังแสดงให้เห็นถึงการสร้างจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher Highs) และจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) อย่างต่อเนื่อง และราคาปัจจุบันก็ยังอยู่เหนือเส้น MA10 และ MA20 ได้สบายๆ แม้จะเคยร่วงต่ำกว่าเส้น MA5 ที่ $103.57 หลังพุ่งขึ้นแรงก็ตาม

ด้านแนวต้านแรกจะอยู่ที่ $110.03 ตามด้วยระดับจิตวิทยาที่ $115 ส่วนแนวรับแรกจะอยู่ที่ $103.50 ตามด้วย $100 และเส้น MA20 ที่ระดับ $95.40 โดยถ้าทะลุ $110 ได้อีก ก็อาจตอกย้ำถึงช่วงขาขึ้นได้ แต่ถ้าร่วงต่ำกว่า $100 ต่อเนื่อง ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับฐานต่ำลง โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์ทางเทคนิคก็ยังให้เป็นช่วงขาขึ้นต่อ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมาก็อาจทำให้ตลาดเผชิญแรงขายทำกำไรได้อีกในระยะสั้น

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

แนวต้าน$109.78 – $110.03$112.26 – $112.50$113.78 – $113.90
แนวรับ$103.50 – $103.70$102.67 – $102.80$101.20 – $101.35

บทวิเคราะห์ EURUSD ทางเทคนิค

คู่เงิน EURUSD กลับเช้ามาอยู่ในช่วงฟื้นตัวในระยะถัดไป แต่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงพักฐาน หลังขึ้นไปแตะระดับ 1.1700 ในเดือนสิงหาคมมา โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ระดับ 1.1609 และเริ่มแสดงให้เห็นว่าโมเมนตัมระยะสั้นเริ่มอ่อนแรงลง

ด้านแนวต้านแรกจะอยู่ที่ระดับ 1.1625–1.1650 ตามด้วย 1.1700–1.1726 ส่วนแนวรับแรกจะอยู่ที่ 1.1580 ตามด้วย 1.1500 และ 1.1420 โดยถ้าทะลุระดับ 1.1650 ขึ้นไปได้ ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้ช่วงฟื้นตัวได้ แต่ถ้าร่วงหลุด 1.1580 ลงมา ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการปรับฐานต่ำลงได้เช่นกัน โดยรวมแล้วก็คาดว่าอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาลงในระยะสั้นนี้

กราฟ EURUSD รายวัน

แนวต้าน1.1645 –1.16501.1700 –1.17261.1765 – 1.1780
แนวรับ1.1567 – 1.15741.1513 – 1.15201.1464 – 1.1473

บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค

ภาพรวมของดัชนี S&P 500 ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่กราฟรายวันก็เรื่มแสดงให้เห็นถึงการปรับฐานต่ำลงในระยะสั้นจากจุดสูงที่ 7,825 จุดแล้ว โดยปัจจุบันดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 7,635 จุด และราคาก็สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมระยะสั้นยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อไป

ด้านแนวรับสำคัญจะอยู่ที่ระดับ 7,600 จุด ตามด้วยจุดต่ำล่าสุดที่ 7,589 จุด และ 7,500 จุด ส่วนระดับ 7,675–7,690 จุดจะทำหน้าที่เป็นแนวต้านแรก และมีระดับ 7,825 จุดที่ทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญ โดยถ้าดัชนีสามารถกลับขึ้นไปเหนือ 7,690 จุดได้ ก็อาจดันให้ช่วงขาขึ้นในระยะสั้นปรับตัวดีขึ้นอีก แต่ถ้าร่วงหลุดระดับ 7,589 จุดลงมา ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับฐานต่ำลงอีก โดยรวมแล้วก็คาดว่าอยู่ในช่วงทรงตัวค่อนไปทางขาลงภายใต้ช่วงขาขึ้นในระยะถัดไป

กราฟ S&P 500 รายวัน

แนวต้าน7,700 – 7,7127,816 – 7,8247,876 – 7,890
แนวรับ7,589 – 7,6007,486 – 7,4907,376 – 7,380

คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน

เปิดบัญชีจริง

เริ่มเทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก

พร้อมเทรดแล้วหรือยัง?

STARTRADER

Online Trading App

Online App Score
Install
Customer Service
Customer Service
Customer Service
Customer Service