
สรุปประเด็นสำคัญ
- ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีแตะ 4.82% และอายุ 2 ปีอยู่ที่ 4.41% แต่ก็ร่วงลงหลัง Fed มีโอกาสผ่อนคลายนโยบายลง รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานที่ออกมาอ่อนแอเช่นกัน
- การคาดคะเนถึงทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เป็นไปอย่างผันผวน โดยโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนพุ่งขึ้นเกินกว่า 60% หลัง เควิน วอร์ช ส่งสัญญาณใช้นโยบายเข้มงวด ก่อนที่จะลดลงมาเหลือ 50% ตามคำพูดของ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์
- ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังดันให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ได้ปรับตัวขึ้นถึง 7% ในสัปดาห์นี้เป็น $96 ตามปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังดำเนินต่อไป
- ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงตามผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ได้ปิดสัปดาห์ที่ระดับต่ำกว่า 99 ถือเป็นการลดลงราว 0.7%
- คู่เงิน USDJPY ร่วงหนัก หลังเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นตามธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่อาจปรับดอกเบี้ยขึ้น รวมถึงโอกาสในการแทรกแซงตลาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดคู่เงินนี้ร่วงไปที่ระดับใกล้ 155
- ด้านทองคำฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ $4,500 หลังคำพูดของ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ได้กดให้ดอลลาร์ และผลตอบแทนพันธบัตรมีค่าลดลง ขณะที่ปัญหาสงครามก็ยังช่วยดันราคาทองคำขึ้นต่อไป
- ส่วนตลาดคริปโตฟื้นตัวขึ้นหลังโอกาสในการปรับดอกเบี้ยขึ้นนั้นน้อยลง โดยบิตคอยน์กลับขึ้นมาอยู่เหนือ $80,000 อีกครั้ง ขณะที่กระแสเงินสดของกองทุน ETF ก็ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางของ BTC และ ETH ต่อไป
ผลตอบแทนพันธบัตร และทิศทางการปรับดอกเบี้ยของ Fed กลายเป็นตัวกำหนดตลาด
หนึ่งในประเด็นสำคัญของตลาดในสัปดาห์นี้คือผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีได้ปรับตัวขึ้นแตะ 4.818% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2023 ขณะที่ผลตอบแทนอายุ 2 ปีก็เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเช่นกันนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ที่ 4.41% โดยสาเหตุของการปรับตัวขึ้นก็มาจากปัญหาเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ปัญหาการคลัง รวมถึงโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนก็เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดพันธบัตรก็เริ่มร่วงลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังข้อมูลการจ้างงานของ ADP ชี้การจ้างงานของภาคเอกชนในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 48,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง รวมถึงโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนก็ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญยังเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการของ Fed อย่าง คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ได้ออกมาเผยว่าเขาอยากรักษาดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมก่อนในเดือนกันยายน ในกรณีที่ปัญหาเงินเฟ้อออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น ความเห็นดังกลาวได้ส่งผลให้โอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนนั้นลดลงจาก 63% เหลือประมาณ 50% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีก็ลดลงสู่ 4.33%
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง
สถานการณ์สงครามก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านยังแลกกันโจมตีต่อ ขณะที่ปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ยังสร้างปัญหาให้กับทั่วโลกที่ยังต้องการพลังงานต่อไป
โดยสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเข้าใกล้ระดับ $96 ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ก็ขยับขึ้นเหนือระดับ $91 โดยสัปดาห์นี้น้ำมันดิบเบรนท์ได้ปรับตัวขึ้นราว 7% ส่วน WTI ก็พุ่งขึ้นเกือบ 10% ถือเป็นการพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมสำหรับราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ยังสร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางทั้งหลาย เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะ Fed ที่เป็นประเด็นว่าเงินเฟ้ออาจเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอจะทำให้ Fed อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้ง
ดอลลาร์อ่อนค่า ส่วนเยนแข็งค่าขึ้น
ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น และโอกาสที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยนั้นมีมากขึ้น แต่ก็อ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังผลตอบแทนพันธบัตรได้ลดลง รวมถึงความเห็นของ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ก็ทำให้ตลาดลดโอกาสที่จะมีการใช้นโยบายที่เข้มงวดในระยะใกล้นี้
โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ได้กลับมาอยู่ที่ระดับ 99 ขณะที่เยนญี่ปุ่นกลายเป็นสกุลเงิน G10 ที่โดดเด่นที่สุด หลัง USDJPY ร่วงแรงต่ำกว่าระดับ 156 เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นราว 2.9% ในสัปดาห์นี้ตามโอกาสที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายน โดยตลาดให้โอกาสไว้ที่ราว 75% ขณะที่ กรรมการ BOJ อย่าง ฮาจิเมะ ทาคาตะ ก็ออกมาโต้แย้งว่าธนาคารกลางควรปรับดอกเบี้ยขึ้นตามสถานการณ์เงินเฟ้อ แทนการยึดตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
การแข็งค่าของเงินเยนยังทำให้ตลาดกลับมาจับตาโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาดอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาเคยออกมาพยุงค่าเงินเยนแล้วก่อนหน้านี้
ตลาดคริปโต
ตลาดคริปโตอยู่ในช่วงผันผวนตลอดสัปดาห์ แต่ก็ปิดสัปดาห์ด้วยการฟื้นตัวขึ้น หลังทิศทางการปรับดอกเบี้ยของ Fed มีแนวโน้มเปลี่ยนไป
ด้านบิตคอยน์ได้เผชิญแรงกดดันในช่วงต้นสัปดาห์ และอยู่ต่ำกว่า $80,000 หลัง Fed มีท่าทีใช้นโยบายเข้มงวด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ดันให้ผลตอบแทนพันธบัตร และดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเห็นของ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ก็ออกมามีท่าทีผ่อนคลายซึ่งช่วยดันให้บิตคอยน์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยกลับขึ้นเหนือ $80,000 และขยับเข้าใกล้ $82,000 ได้ในช่วงหนึ่ง
ส่วนอีเธอเรียมก็ฟื้นตัวขึ้นมาใกล้ $2,500 โดยรวมแล้วตลาดคริปโตก็ได้ผลประโยชน์จากผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและบรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นล่าสุดก็ได้รับแรงหนุนจากการล้างพอร์ตสถานะ Short ด้วย ทำให้ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF และแรงซื้อในตลาด Spot ที่เพิ่มขึ้น
บทวิเคราะห์ในสัปดาห์หน้า
สัปดาห์หน้าความสนใจจะอยู่ที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ และข้อมูลเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของเดือนสิงหาคมที่จะประกาศในวันศุกร์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของสัปดาห์ เนื่องจากตลาดต้องการประเมินว่าตลาดแรงงานจะชะลอตัวมากพอที่จะลดโอกาสที่ Fed จะอัตราดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนหรือไม่
โดยถ้าตัวเลขการจ้างงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด ก็อาจช่วยตอกย้ำถึงแนวทางการผ่อนคลายนโยบายของ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และอาจกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และดอลลาร์สหรัฐฯ มีค่าลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อทองคำ บิตคอยน์ และตลาดหุ้น ในทางกลับกัน ข้อมูลการจ้างงานและค่าจ้างที่แข็งแกร่งกว่าคาดอาจทำให้ตลาดกลับมาเพิ่มโอกาสถึงการปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายน พร้อมดันดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น และเพิ่มปัญหาให้กับสินทรัพย์เสี่ยงแทน
ด้านน้ำมัน ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจดันให้น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ $100 ได้ ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพก็อาจช่วยลดความเสี่ยงลงได้เช่นกัน
ด้านคู่เงิน USDJPY โมเมนตัมขาขึ้นของเงินเยนก็ยังแข็งแกร่ง แต่เทรดเดอร์ก็ต้องจับตาสัญญาณการแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น เนื่องจากคู่เงินนี้ได้ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับ 150 กลางๆ แล้ว
โดยรวมแล้ว รายงานการจ้างงานในสัปดาห์หน้าก็อาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร และโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นจะเป็นประเด็นชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ โดยทั้งราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ Fed และปัญหาสงครามที่เชื่อมโยงกัน ความผันผวนในตลาดโลกจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป
ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป
| วันที่ | ข้อมูล | ประเทศ | ก่อนหน้า | เวลา [ไทย GMT +7] |
| อังคารที่ 8 กันยายน | ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสต่อไตรมาส | ญี่ปุ่น | 0.5% | 06:50 น. |
| พฤหัสที่ 10 กันยายน | ผลการปรับอัตราดอกเบี้ย | ยุโรป | 2.40% | 19:15 น. |
| พฤหัสที่ 10 กันยายน | ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปีต่อปี | สหรัฐ อเมริกา | 4.70% | 19:30 น. |
| พฤหัสที่ 10 กันยายน | จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน | สหรัฐ อเมริกา | 19:30 น. | |
| พฤหัสที่ 10 กันยายน | ยอดขายบ้านมือสอง | สหรัฐ อเมริกา | 4.06M | 21:00 น. |
| ศุกร์ที่ 11 กันยายน | ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เดือนต่อเดือน | สหราช อาณาจักร | 0.3% | 13:00 น. |
| ศุกร์ที่ 11 กันยายน | ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปีต่อปี | สหรัฐ อเมริกา | 3.4% | 19:30 น. |
บทวิเคราะห์ทางเทคนิคและการคาดการณ์:
บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้นระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ล่าสุดจะร่วงต่ำกว่าเส้น MA5 และ MA10 แต่การฟื้นตัวล่าสุดก็ดันราคาให้กลับขึ้นมาอยู่แถวระดับ $4,460–$4,470 อีกครั้ง
ด้านแนวต้านระยะสั้นจะอยู่ที่ $4,490–$4,500 ตามด้วยจุดสูงล่าสุดที่ $4,696 โดยถ้าทะลุ $4,500 ได้ ก็อาจเสริมความแข็งแกร่งให้ช่วงฟื้นตัว และดันราคาให้กลับไปที่จุดสูงเดิมอีกครั้ง ส่วนแนวรับสำคัญระดับแรกจะอยู่ที่ $4,420–$4,430 ตามด้วย $4,320 และ $4,100–$4,120 โดยแนวโน้มในภาพรวมก็ยังคงเป็นขาขึ้นต่อ แต่ล่าสุดที่ถูกกดลงจากระดับ $4,696 ก็ชี้ชัดว่าทองคำจำเป็นต้องกลับขึ้นไปยืนเหนือ $4,500 เพื่อฟื้นโมเมนตัมขาขึ้นอีกครั้ง แต่ถ้าราคาหลุดเส้น MA20 ลงมาต่อเนื่อง ก็อาจเกิดการปรับฐานต่ำลงได้อีก
กราฟราคาทองคำรายวัน

| แนวต้าน | $4,540 – $4,550 | $4,600 – $4,610 | $4,700 – $4,705 |
| แนวรับ | $4,417 – $4,420 | $4,334 – $4,345 | $4,288 – $4,300 |
บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค
น้ำมันดิบเบรนท์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แม้จะเริ่มมีสัญญาณเข้าสู่ช่วงพักฐานหลังราคาปรับตัวขึ้นแรงก็ตาม ด้านเส้นค่าเฉลี่ยก็ยังเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้น และราคาก็ยังอยู่เหนือเส้น MA10 และ MA20 ชี้ว่าช่วงขาขึ้นยังดำเนินต่อไปได้
ด้านแนวต้านสำคัญล่าสุดจะอยู่ที่ระดับ $97.40–$98.30 โดยถ้าทะลุเหนือระดับนี้ได้ต่อเนื่อง ก็อาจเปิดทางให้ราคาขึ้นไปที่ระดับ $100.00 หรือสูงกว่านั้นได้ ส่วนแนวรับแรกจะอยู่ที่ $95.70–$96.00 ซึ่งเป็นระดับของเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตามด้วย $92.40–$92.70 ซึ่งเป็นระดับของเส้น MA10 และเป็นจุดพักฐานก่อนหน้า โดยตราบใดที่น้ำมันดิบเบรนท์ยังอยู่เหนือระดับ $92–$93 ได้ การวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คาดว่ายังคงเป็นขาขึ้นต่อ อย่างไรก็ตาม การเข้าใกล้ระดับแนวต้านจิตวิทยาที่ $98–$100 ก็เพิ่มโอกาสที่จะเกิดแรงขายทำกำไร หรือการย่อตัวต่ำลงในระยะสั้นได้เช่นกัน
กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

| แนวต้าน | $98.30 – $98.45 | $100.00 – $100.20 | $102.65 – $102.80 |
| แนวรับ | $95.70 – $95.80 | $93.21 – $93.40 | $92.60 – $92.77 |
บทวิเคราะห์ USDJPY ทางเทคนิค
คู่เงิน USDJPY พลิกกลับมาอยู่ในช่วงขาลงชัดเจนในกราฟรายวัน หลังร่วงแรงจากจุดสูงล่าสุดที่ 163.97 สู่ระดับ 156.35 ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยก็เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลงเช่นกัน ส่งผลให้ราคาปัจจุบันหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสาม และยืนยันถึงโมเมนตัมขาลงที่แข็งแกร่ง
ด้านแนวรับระยะสั้นจะอยู่ที่ระดับ 155.20–155.30 ซึ่งใกล้เคียงกับจุดต่ำสำคัญก่อนหน้าที่ 155.215 โดยถ้าราคาหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าวลงไปต่อเนื่อง ก็อาจเปิดทางให้ร่วงต่อไปที่ระดับ 154.75 หรือต่ำถึง 153.50–154.00 ได้ ส่วนแนวต้านสำคัญแรกจะอยู่ที่ 158.10–159.00 ตามด้วย 159.60–160.00 โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคในภาพรวมก็คาดว่ายังคงเป็นขาลงชัดเจน แม้การปรับตัวลงแรงในช่วงที่ผ่านมาจะเปิดโอกาสให้เกิดการดีดขึ้นในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากราคาฟื้นตัวขึ้นเข้าใกล้กลุ่มเส้นค่าเฉลี่ย ก็มีแนวโน้มจะเผชิญแรงขายได้ เว้นแต่ USDJPY จะกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 159.50–160.00 ได้
กราฟ USDJPY รายวัน

| แนวต้าน | 158.10 – 158.24 | 159.60 – 159.75 | 160.22 – 160.45 |
| แนวรับ | 155.20 – 155.30 | 154.65 – 154.70 | 153.20 – 153.35 |
บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค
ดัชนี S&P 500 ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่แข็งแกร่งในภาพรวม แม้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐานใกล้จุดสูงล่าสุด โดยเส้น MA5 และ MA10 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7,703 จุด และ 7,701 จุดจะเริ่มเคลื่อนไหวทรงตัว สะท้อนว่าการปรับตัวลงล่าสุดก็ยังไม่ได้ทำให้ช่วงขาขึ้นหายไปไหน
ด้านแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,825.30 จุด หากดัชนีสามารถทะลุระดับดังกล่าวได้ชัดเจน ก็อาจเป็นสัญญาณถึงการไปต่อของช่วงขาขึ้น และเปิดทางสู่สถิติสูงสุดใหม่ได้ ส่วนแนวรับสำคัญแรกจะอยู่ที่ 7,700–7,720 จุด ตามด้วย 7,650 จุดและ 7,530 จุด โดยรวมแล้วก็ยังอยู่ในช่วงพักฐานภายใต้ช่วงขาขึ้นในภาพรวม โดยการยืนเหนือเส้น MA20 ได้ ก็อาจช่วยรักษาช่วงขาขึ้นเอาไว้ แต่ถ้าหลุดระดับ 7,700 จุดลงไปต่อเนื่อง ก็อาจจะเพิ่มโอกาสที่ดัชนีจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานต่ำลงได้เช่นกัน
กราฟ S&P 500 รายวัน

| แนวต้าน | 7,819 – 7,825 | 7,900 – 7,910 | 7,950 – 7,975 |
| แนวรับ | 7,635 – 7,647 | 7,575 – 7,580 | 7,433 – 7,450 |
คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน
หมวดหมู่
เปิดบัญชีเทรดจริง
Important Notice
STARTRADER does not accept any applications from Australian residents.
To comply with regulatory requirements, clicking the button will redirect you to the STARTRADER website operated by STARTRADER PRIME GLOBAL PTY LTD (ABN 65 156 005 668), an authorized Australian Financial Services Licence holder (AFSL no. 421210) regulated by the Australian Securities and Investments Commission.
Important Notice for Residents of the United Arab Emirates
In alignment with local regulatory requirements, individuals residing in the United Arab Emirates are requested to proceed via our dedicated regional platform at startrader.ae, which is operated by STARTRADER Global Financial Consultation & Financial Analysis L.L.C.. This entity is licensed by the UAE Capital Market Authority (CMA) under License No. 20200000241, and is authorised to introduce financial services and promote financial products in the UAE.
Please click the "Continue" button below to be redirected.