Icon close

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

ราคาน้ำมันพุ่งหลังสงครามสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาสร้างปัญหาการขนส่งน้ำมัน ส่วนหุ้นส่วนใหญ่ยังแข็งแกร่ง

July 10, 2026, 11:43
Oil prices jump as tensions between the US

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญเสียแรงส่งหลังราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และสงครามที่ยังไม่มีความแน่นอนได้สร้างปัญหาต่อบรรยากาศการลงทุน แม้ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ จะออกมาแข็งแกร่งก็ตาม
  • รายงานการประชุม FOMC แสดงถึงปัญหาที่ Fed ต้องคิดหนักถึงทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป ด้านผู้มีสิทธิ์กำหนดนโยบายก็ยังมีความความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้
  • ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงหลังมีการคาดการณ์ว่าตลาดแรงงานจะลดความแข็งแกร่งลง ส่งผลให้ผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นของ Fed ที่มีผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเป็นโมฆะไป
  • ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นตามปัญหาการขนส่งน้ำมัน ส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเป็นตัวแปรที่ลดโอกาสที่ Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะใกล้นี้
  • ทองคำยังแข็งแกร่งแม้จะอยู่ในช่วงผันผวน โดยราคากลับขึ้นมาอยู่เหนือ $4,100 อีกครั้งตามดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ด้วยการซื้อขายที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดย Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างอยู่ในช่วงกดดัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้จุดชนวนปัญหาเงินเฟ้ออีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ และถึงแม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะได้รับแรงหนุนจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นระยะ แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังอยู่ในช่วงอ่อนแรงตามปัญหาสงครามที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจก็ยังแสดงถึงความไม่แน่นอนนัก โดย ดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบัน ISM ยังพัฒนาขึ้นได้ต่อเนื่อง สะท้อนว่าภาคบริการของสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวก็ยัเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนได้ไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังคงให้ความสนใจกับปัญหาเงินเฟ้อ และทิศทางการดำเนินนโยบายของ Fed เป็นหลัก

ด้านรายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของ Fed (FOMC Minutes) ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ตลาดต้องจับตาตลอดทั้งสัปดาห์ โดยมีรายงานว่าคณะกรรมยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันถึงการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยบางส่วนมองว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับลง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กังวลว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับเหนือเป้าหมาย พร้อมชี้ว่า Fed อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีก ในภาพรวม รายงานที่ออกมาก็ได้ตอกย้ำว่า Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก และยังต้องใช้ความระมัดระวังก่อนจะตัดสินใจว่าจะผ่อนคลายนโยบายลงหรือไม่

ตลาดฟอเร็กซ์

ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ในสัปดาห์นี้ แม้ยังอยู่ในช่วงที่เกิดสงครามก็ตาม โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ตลาดเพิ่มโอกาสว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนออกมาแย่กว่าที่คาด แม้รายงานการประชุม FOMC จะออกมามีท่าทีว่า Fed ยังต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดต่อ แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด

ด้านดอลลาร์นิวซีแลนด์กลับเป็นสกุลเงินที่โชว์ผลงานได้โดดเด่นแทน หลังธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 2.50% สะท้อนถึงความมั่นใจที่เศรษฐกิจของประเทศจะกลับมาฟื้นตัว ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเช่นกัน

ขณะเดียวกัน เยนญี่ปุ่นก็ได้รับแรงหนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างคุณ คาตายามะ ที่ออกมาเผยว่าญี่ปุ่นมีโอกาสปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังเชิงรุก คำแถลงดังกล่าวยังช่วยตอกย้ำโอกาสที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะผ่อนปรนการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษลง ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงเงินเยนให้ทรงตัวได้ แม้ดอลลาร์สหรัฐฯ จะอยู่ในช่วงผันผวนก็ตาม

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

การเปิดฉากโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาสร้างความเสี่ยงอย่างหนัก เนื่องจากเรือพาณิชย์หลายลำในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่มีความมั่นคงอยู่แล้วได้สิ้นสุดลง พร้อมจุดกระแสความกังวลถึงปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านหนึ่งในเส้นทางขนส่งที่สำคัญที่สุดของโลก

ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันจึงพุ่งขึ้นอย่างหนักในช่วงแรก ก่อนจะร่วงลงระดับหนึ่งในช่วงปลายสัปดาห์ตามแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบก็ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากตลาดยังกังวลถึงความเสี่ยงจากสงครามอยู่

การที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นยังทำให้ประเด็นเงินเฟ้อกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ซึ่งเป็นตัวแปรที่ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยิ่งปรับตัวสูงขึ้น และลดโอกาสที่ Fed จะผ่อนนโยบายลงในระยะอันใกล้

ด้านราคาทองคำได้เคลื่อนไหวผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์ โดยในช่วงแรก ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นจะกดให้ทองคำร่วงลง แต่หลังจากนั้น ทองกลับมาฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ $4,100 ได้อีกครั้งหลังดอลลาร์อ่อนค่าลงตามผลรายงานการประชุม FOMC แต่ถึงแม้ทองคำจะกลับมาดีดขึ้นได้ ปัญหาเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงขึ้นนานกว่าที่คาดไว้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทองคำยังปรับตัวขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้ในช่วงนี้

มุมมองในสัปดาห์ถัดไป

ในสัปดาห์ต่อไป ตลาดการเงินโลกจะเป็นอย่างไรก็มีสิทธิ์ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยต่อไปนี้เป็นหลัก

ประเด็นแรก คือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยหากมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง ส่งผลสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นที่ต้องการมากขึ้น และสร้างความผันผวนให้กับทั้งตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ประเด็นที่สอง คือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายของ Fed และยังเผยให้เห็นว่าปัญหาเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงหรือไม่ก่อนที่การประชุม FOMC ในเดือนกรกฎาคมจะเริ่มขึ้น ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และการคาดการณ์ถึงการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไป

ประเด็นสุดท้าย คือตลาดฟอเร็กซ์จะต้องจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลกให้ดี แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง แต่การตัดสินใจจากธนาคารกลางอย่างที่นิวซีแลนด์ (RBNZ) และญี่ปุ่น (BOJ) ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสอื่นๆ ในตลาดได้

ในภาพรวม นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่น่าจะเต็มไปด้วยความผันผวนอีกหนึ่งสัปดาห์ ทั้งเร่ื่องของสงคราม เงินเฟ้อ และทิศทางการใช้นโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในระยะต่อไปอย่างแน่นอน


ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป

วันที่ข้อมูลประเทศก่อนหน้าเวลา [ไทย GMT+7]
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมคำแถลงการณ์ของคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์สหรัฐ
อเมริกา
11:30:00 น.
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคมดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)สหรัฐ
อเมริกา
4.20%19:30:00 น.
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคมเควิน วอร์ชเข้าแถลงการณ์ต่อรัฐสภาสหรัฐฯสหรัฐ
อเมริกา
21:00:00 น.
วันพุธที่ 15 กรกฎาคมดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต่อเดือนสหรัฐ
อเมริกา
1.10%19:30:00 น.
วันพุธที่ 15 กรกฎาคมผลการปรับอัตราดอกเบี้ยแคนาดา2.25%20:45:00 น.
วันพุธที่ 15 กรกฎาคมเควิน วอร์ชเข้าแถลงการณ์ต่อรัฐสภาสหรัฐฯสหรัฐ
อเมริกา
21:00:00 น.
วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคมผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เดือนต่อเดือนสหราช
อาณาจักร
-0.10%13:00:00 น.
วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคมดัชนียอดค้าปลีก เดือนต่อเดือนสหรัฐ
อเมริกา
0.90%19:30:00 น.
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคมดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นจาก
มหาวิทยาลัยมิชิแกน
สหรัฐ
อเมริกา
49.521:00:00 น.
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคมอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์เบื้องต้น (Prelim GDP) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสหรัฐ
อเมริกา
4.60%21:00:00 น.


บทวิเคราะห์ทางเทคนิคและการคาดการณ์:

บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ทองคำยังอยู่ในช่วงทรงตัวต่อ หลังเผชิญการปรับฐานลงต่อเนื่องตั้งแต่ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของปี โดยหลังยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ระดับ $3,942 ได้อย่างแข็งแกร่ง ฝั่งซื้อก็ค่อยๆ กลับมาคุมได้ตลาดได้จนดันราคาให้กลับมายืนเหนือเส้น MA5 และ MA10 ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ราคาก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA20 ที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลง สะท้อนว่าภาพรวมยังไม่เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างสมบูรณ์

ด้านราคายังคงสร้างจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Low) อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ลงไปแตะจุดต่ำล่าสุด บ่งบอกว่าแรงซื้อกำลังทยอยกลับเข้าตลาด ขณะที่แท่งเทียนล่าสุดก็เริ่มแสดงถึงช่วงพักฐานที่ระดับ $4,110–$4,130 เพื่อเตรียมสร้างโมเมนตัมการฟื้นตัวที่ดีกว่าเดิม

ในระยะสั้น ภาพรวมก็ได้พัฒนาเข้าสู่ช่วงทรงตัวถึงขาขึ้น โดยถ้าราคาสามารถทะลุระดับ $4,135 ได้ ก็มีโอกาสผลักดันให้ช่วงขาขึ้นแข็งแกร่งขึ้น และเดินหน้าไปที่ระดับ $4,200 และ $4,280 ได้ แต่หลุดต่ำกว่าระดับ $4,080 ก็มีโอกาสกลับไปทดสอบแนวรับที่ระดับ $4,020–$3,943 ได้เช่นกัน

กราฟราคาทองคำรายวัน

แนวต้าน$4,200 – $4,215$4,305 – $4,320$4,456 – $4,465
แนวรับ$4,010 – $4,022$3,945 – $3,960$3,889 – $3,900

บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค

น้ำมันดิบเบรนท์ยังอยู่ในช่วงขาลงในภาพรวม แม้ล่าสุดจะดีดขึ้นจากจุดต่ำที่ระดับ $74.00 ได้ก็ตาม โดยราคาสามารถดีดขึ้นได้ในหลายช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA20 ที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลงอยู่ดี ซึ่งถือเป็นสัญญาณยืนยันว่าฝั่งขายยังได้เปรียบในระยะยาว

ด้านเส้น MA5 ที่ตัดขึ้นเหนือเส้น MA10 ก็ชี้ถึงโมเมนตัมระยะสั้นที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ยังฟื้นตัวได้ไม่มากนักเนื่องจากราคายังกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้น MA20 ไม่ได้

โดยการดีดขึ้นล่าสุดก็ทำให้ราคาได้ยุติการสร้างจุดต่ำที่ต่ำลง (Lower Low) ซึ่งสะท้อนว่าช่วงขาลงกำลังจะหายไป อย่างไรก็ตาม ฝั่งซื้อก็ยังฝ่าแนวต้านที่ระดับ $76.00–$76.50 ไม่ได้ ทำให้การปรับตัวขึ้นในรอบนี้ยังถูกมองเป็นเพียงการปรับฐานขึ้นในช่วงขาลงเท่านั้น

ในระยะกลางก็ยังมองว่าอยู่ในช่วงทรงตัวถึงขาลงเท่านั้น ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA20 แต่ถ้าสามารถยืนเหนือ $76.70 ได้มั่นคง ก็อาจช่วยพัฒนาช่วงฟื้นตัว และดันให้รคาไปที่ระดับ $80.30 ได้ ในทางกลับกัน ถ้าถูกกดลงจากแนวต้าน และยิ่งหลุดต่ำกว่า $75.00 อีก โมเมนตัมก็อาจเปลี่ยนมาเข้าทางฝั่งขายอีกครั้ง และมีโอกาสกดให้ราคาร่วงไปสู่ระดับ $72.00 ได้

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

แนวต้าน$77.45 – $77.64$79.00 – $79.21$80.50 – $80.61
แนวรับ$74.20 – $74.31$72.87 – $73.00$71.33 – $71.50

บทวิเคราะห์ Dow Jones ทางเทคนิค

Dow Jones ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว แม้จะเกิดแรงขายทำกำไรหลังขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 53,415 จุดได้ โดยราคายังอยู่เหนือเส้น MA20 ที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นได้สบาย ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยที่เหลือก็ยังเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นได้หมด สะท้อนว่าฝั่งซื้อยังคุมตลาดได้ในภาพรวม

ถึงแม้การย่อตัวลงล่าสุดจะส่งผลให้โมเมนตัมระยะสั้นชะลอลงบ้าง แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อช่วงขาขึ้นแต่อย่างใด

โดยหลังจกที่ราคาถูกกดลงจากจุดสูงสุด ดัชนีก็ได้เข้าสู่ช่วงพักฐาน โดยแท่งเทียนล่าสุดมีลำตัวค่อนข้างสั้น สะท้อนถึงภาวะลังเลของฝั่งซื้อและขายหลังจากที่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้า แต่ที่สำคัญคือราคายังย่อตัวลงไปไม่ต่ำนัก เพราะฝั่งซื้อยังปกป้องแนวรับได้ตลอดหลังทะลุแนวต้านขึ้นก่อนหน้า

โดยในภาพรวมก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นได้ ตราบใดที่ดัชนียังอยู่เหนือระดับ 51,670 จุดอยู่ และถ้ายิ่งทะลุเหนือ 53,416 จุดขึ้นไปอีก ก็อาจเป็นสัญญาณยืนยันถึงการกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง และอาจไปถึงระดับ 54,000 จุดได้ แต่ถ้าเกิดแรงขายเพิ่มขึ้น แนวรับสำคัญระดับแรกจะอยู่ที่ 52,250 จุด ซึ่งอาจเป็นระดับที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงตลาดอีกครั้ง

กราฟดัชนี Dow Jones รายวัน

แนวต้าน52,893 – 52,90053,340 – 53,36053,600 – 53,610
แนวรับ52,070 – 52,09051,599 – 51,62050,787 – 50,805

บทวิเคราะห์ USDJPY ทางเทคนิค

คู่เงิน USDJPY ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจนในระยะกลาง แม้จะย่อตัวจนปรับฐานต่ำลงในวันนี้ก็ตาม โดยก่อนหน้านี้ราคาได้ขึ้นไปทำจุดสูงล่าสุดที่ 162.83 ก่อนย่อตัวลงสู่ระดับ 161.30–161.50 แต่ก็ยังอยู่เหนือเส้น MA20 ที่พุ่งสู่ทิศทางขึ้น ขณะที่เส้น MA5 ก็ยังอยู่เหนือทั้งเส้น MA10 และเส้น MA20 ถือเป็นสัญญาณยืนยันว่าช่วงขาขึ้นในภาพรวมยังไม่หายไปไหน

ด้านราคายังคงสร้างจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher High) และจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Low) อย่างต่อเนื่อง แม้แท่งเทียนขาลงในวันนี้จะสะท้อนถึงแรงขายทำกำไรที่เกิดขึ้นบ้างหลังปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โมเมนตัมเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ฝั่งซื้อก็ยังคงปกป้องแนวรับตรงเส้นค่าเฉลี่ยไว้ได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับระดับสำคัญในขณะนี้

ในระยะกลางก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อ ตราบใดที่คู่เงิน USDJPY ยังอยู่เหนือระดับ 160.65 และถ้าทะลุกลับขึ้นไปยืนเหนือ 162.00 อีกครั้ง ก็อาจเป็นโอกาสให้กลับขึ้นไปทดสอบระดับ 162.83 หรืออาจไปได้ถึง 163.50 เลย อย่างไรก็ตาม ถ้าหลุดต่ำกว่า 160.65 ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเกิดการปรับฐานต่ำลงไปที่ระดับ 159.80 ได้เช่นกัน

กราฟ USDJPY รายวัน

แนวต้าน162.84 – 162.90163.64 – 163.70164.00 – 164.10
แนวรับ160.50 – 160.55159.59 – 159.80158.61 – 158.70

คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน


เปิดบัญชีจริง

เริ่มเทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก

พร้อมเทรดแล้วหรือยัง?

STARTRADER

Online Trading App

Online App Score
Install
Customer Service
Customer Service
Customer Service
Customer Service