Icon close

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

เส้นทางการเติบโตของ STARTRADER

หนึ่งใน
โบรกเกอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

S&P 500 ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ด้านทองฟื้นตัว หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลง

August 14, 2026, 12:04
S&P 500 ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ด้านทองฟื้นตัว หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลง

สรุปประเด็นสำคัญ

  1. เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอตัวลง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ Core CPI ชะลอลงสู่ 2.5% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ทั้งหมด
  2. ตลาดลดโอกาสลงอย่างมากที่ Fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายน โดยล่าสุดให้โอกาสอยู่ที่ราว 35% เท่านั้น
  3. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดใหม่ หลังนักลงทุนลดโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้น โดย S&P 500 ได้ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนเทคโนโลยีก็เป็นสายที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุด
  4. ทองคำพุ่งทะลุเหนือ $4,400 ได้ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ผนวกกับโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นก็มีน้อยเช่นกัน
  5. ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นราว 5% ในสัปดาห์นี้
  6. ตลาดหุ้นเอเชียเริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยสัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบ 2 เดือน


โดยรวมแล้ว ตลาดการเงินก็กลับมาปรับตัวดีขึ้นตลอดสัปดาห์ หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงได้ลดโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นและทองคำปรับตัวขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาอีกครั้ง รวมถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นปัจจัยที่ดันให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และกดความเชื่อมั่นในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ด้านตลาดหุ้นเอเชียกลับทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด โดยยังฟื้นตัวขึ้นต่อได้หลังหุ้นเทคฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส่งผลต่อดอกเบี้ยของ Fed

ปัจจัยที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในสัปดาห์นี้ คือการเปิดเผยตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม โดยเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยลดลงจาก 3.5% ในเดือนมิถุนายน ถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่ Core CPI ปรับตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยลดลงจาก 2.6% ในเดือนก่อน และถึงแม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะยังอยู่เหนือกว่าเป้าหมายของ Fed ที่ 2% ก็ตาม แต่ก็สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นแต่อย่างใด

ต่อมาในวันพฤหัส ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของเดือนกรกฎาคมก็ยิ่งส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน ถึงแม้มีการคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ก็ตาม ส่วนเงินเฟ้อ PPI รายปีก็ชะลอตัวลงหนักจาก 5.5% เหลือ 4.7% และเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกับข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาต่ำในสัปดาห์ก่อน ก็ยิ่งลดโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายนลงไปอีก

โดยตลาดได้ลดโอกาสลงเหลือเพียง 35% ในวันศุกร์ ซึ่งลดลงอย่างหนักจาก 55% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตลาดก็ยังให้โอกาสที่จะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนตุลาคมหรือธันวาคมมากกว่า

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นตลอดสัปดาห์

ด้านข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงกลับมาดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยโอกาสที่ลดลงในการปรับดอกเบี้ยขึ้นนั้นได้กดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ต่ำลง และเปิดทางให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นเติบโตปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดย S&P 500 ได้ทุบสถิติสูงสุดใหม่ในวันพฤหัส หลังทะลุระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรก ส่วน Nasdaq กลับมายืนเหนือระดับ 30,000 จุดได้อีกครั้ง

ประเด็นสำคัญของตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้คือเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงนั้นชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ ขณะที่นโยบายการเงินก็มีแนวโน้มผ่อนคลายลง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญปัญหาจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาราคาพลังงานที่ยืดเยื้ออาจผลักดันให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และทำให้ Fed จำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อไป

ทองพุ่งขึ้นรับโอกาสขึ้นดอกเบี้ยที่ต่ำลง

ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง โดยทั้งข้อมูลการจ้างงานในเดือนกรกฎาคมที่ออกมาต่ำ รวมถึงเงินเฟ้อที่ลดลงส่งผลให้ตลาดลดโอกาสที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นโอกาสในการถือสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายผลตอบแทนใดๆ อย่างโลหะมีค่า

โดยทองคำได้พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงแรกจนทะลุระดับ $4,400 และขึ้นไปแตะ $4,450 ได้ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาร่วงกลับไปที่ระดับ $4,350 อีกครั้ง

โดยทิศทางของทองคำในช่วงนี้ยังขึ้นอยู่กับสองปัจจัยที่มีผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเป็นหลัก ทั้งโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นนั้นลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อทองคำ ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและสงครามก็อาจจุดชนวนให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เข้าทางดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เช่นกัน

บทวิเคราะห์ในสัปดาห์หน้า

ตลาดกำลังเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น แต่ยังมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงกับตลาดแรงงานที่อ่อนแอจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ Fed ยังรักษาดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในเดือนกันยายนหรือไม่? แม้การคาดการณ์ในปัจจุบันจะชี้ว่าโอกาสในการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ Fed ก็ยังต้องจัดการกับเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าเป้าหมายก่อน

ส่วนทองคำ แนวต้านที่ $4,400 ยังถือเป็นระดับจิตวิทยาสำคัญอยู่ โดยถ้ากลับขึ้นไปยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง ก็อาจเปิดทางให้ราคากลับขึ้นไปที่ระดับ$4,450–$4,500 อีกครั้ง แต่ถ้ายังทะลุขึ้นไม่ได้ ก็อาจเผชิญแรงขายทำกำไรจนกดให้ราคาร่วงไปที่ระดับ $4,350 หรือต่ำกว่านั้นได้เช่นกัน

ด้านตลาดน้ำมัน สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาอยู่ โดยถ้ามีการเปิดช่องแคบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ก็อาจกดให้ราคาน้ำมันร่วงลงได้ ในทางกลับกัน ถ้ายังเกิดการโจมตีต่อ รวมถึงการคว่ำบาตร หรือการปิดเส้นทางเดินเรือ ก็อาจดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างหนัก พร้อมจุดชนวนให้ปัญหาเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้งทั่วโลก

สำหรับตลาดหุ้นก็คาดว่ายังเป็นบวกต่อ ตราบใดที่เงินเฟ้อยังชะลอตัวลง และผลประกอบการด้าน AI ยังออกมาแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม หุ้นเทคฯ เอเชียที่ฟื้นตัวอย่างร้อนแรง และ S&P 500 ที่ทุบสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง มูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นประกอบกับความเสี่ยงจากสงครามก็อาจดันให้ตลาดเข้าสู่ช่วงพักฐานได้

โดยรวมแล้ว ตลาดในสัปดาห์หน้าก็มีแนวโน้มถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงและโอกาสน้อยลงที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้น รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และกระแสการลงทุนในหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยปัญหาสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบัน คือการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอีกครั้ง เพราะอาจพลิกปัญหาเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงถือเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนในสัปดาห์นี้อย่างแท้จริง


ปฏิทินเศรษฐกิจของสัปดาห์ต่อไป

วันที่ข้อมูลประเทศก่อนหน้าเวลา [ไทย GMT +7]
Monday, 17 August
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รายไตรมาสญี่ปุ่น0.5%06:50 น.
Monday, 17 August
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตามค่ามัธยฐานแคนาดา1.9%19:30 น.
Tuesday, 18 August
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม
การเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้ว่างงานสหราช
อาณาจักร
6.7K13:00 น.
Wednesday, 19 August
วันพุธที่ 19 สิงหาคม
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายปีสหราช
อาณาจักร
2.6%13:00 น.
Wednesday, 19 August
วันพุธที่ 19 สิงหาคม
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายปียุโรป2.9%16:00 น.
Wednesday, 19 August
วันพุธที่ 19 สิงหาคม
การประชุมของ Fedสหรัฐ
อเมริกา
01:00 น.
Thursday, 20 August
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม
อัตราการว่างงานออสเตรเลีย4.40%20:30 น.
Thursday, 20 August
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม
จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ
อเมริกา
19:30 น.
Friday, 21 August
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการ
ผลิตเบื้องต้น
สหรัฐ
อเมริกา
53.920:45 น.
Friday, 21 August
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการ
บริการเบื้องต้น
สหรัฐ
อเมริกา
54.620:45 น.


บทวิเคราะห์ทางเทคนิคและการคาดการณ์:

บทวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทางเทคนิค

กราฟรายวันของน้ำมันดิบเบรนท์แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้ราคาได้เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างทั้งจุดต่ำที่ต่ำลง (Lower Lows) และจุดสูงที่ต่ำลง (Lower Highs) ก่อนจะร่วงไปแตะจุดต่ำสำคัญที่ระดับ $69.90 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จากนั้นราคาก็พุ่งขึ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ยที่เคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาลงได้สำเร็จ ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนกรกฎาคม

ปัจจุบัน ราคาซื้อขายอยู่ที่ระดับ $88.75 และกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานใกล้กับเส้น MA5 และ MA20 และยังคงยืนเหนือเส้น MA10 ได้ ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยก็เริ่มเคลื่อนไหวทรงตัว สะท้อนว่าโมเมนตัมขาขึ้นได้เข้าสู่ช่วงพักตัว เนื่องจากราคาได้พุ่งขึ้นแรงก่อนหน้า ด้านแนวรับแรกจะอยู่ที่ระดับ $87.00 ซึ่งเป็นระดับใกล้กับเส้น MA10 ส่วนแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่จุดสูงล่าสุดตรง $95.00

กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายวัน

แนวต้าน$92.34 – $92.50$95.30 – $95.46$97.10 – $97.20
แนวรับ$82.45 – $82.60$79.88 – $80.00$77.30 – $77.50

บทวิเคราะห์คู่เงิน EURUSD ทางเทคนิค

กราฟรายวันของ EURUSD ชี้ให้เห็นถึงการพักตัวในกรอบแคบมาเป็นเวลานานที่ระดับ 1.1300 ก่อนที่ฝั่งซื้อจะเข้ามาดันราคาให้ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้คู่เงินนี้สร้างทั้งจุดสูงที่สูงขึ้น (Higher Highs) และ จุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) ได้ต่อเนื่อง

ปัจจุบัน EURUSD ซื้อขายอยู่ที่ 1.1543 และยังคงยืนเหนือเส้น MA20 ได้ชัดเจน ขณะที่ เส้น MA5 และ MA10 ที่เป็นเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นก็เริ่มเกาะกลุ่มใต้ราคาปัจจุบันอย่างเหนียวแน่น ทำให้ทำหน้าที่เป็นแนวรับสำคัญในระยะสั้นไปโดยปริยาย ปัจจุบัน ราคาอยู่ในช่วงพักตัวในกรอบแคบหลังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเก็บกำไรจากการปรับตัวขึ้นที่ผ่านมา แต่ถ้าทะลุเหนือแนวต้านที่ 1.1586 ขึ้นไปอีก ก็อาจเปิดทางให้ไปต่อที่ 1.1740 ได้ ในขณะที่ถ้าหลุดต่ำกว่า 1.1530 ก็อาจร่วงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 1.1480 ซึ่งเป็นระดับที่อยู่ใกล้กับเส้น MA20 ได้

กราฟ EURUSD รายวัน

แนวต้าน1.1580 – 1.15911.1623 – 1.16401.1678 – 1.1685
แนวรับ1.1487 – 1.15001.1460 – 1.14701.1386 – 1.1400

บทวิเคราะห์ S&P 500 ทางเทคนิค

กราฟรายวันของ S&P 500 สะท้อนให้เห็นว่าดัชนียังคงรักษาช่วงขาขึ้นได้ หลังเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งเส้นระยะสั้นและระยะกลางได้อย่างแข็งแกร่ง

ปัจจุบัน S&P 500 เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 7,800 จุด และยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นชัดเจน โดยราคายังยืนเหนือเส้น MA5 MA10 และ MA20 ได้ทั้งหมด ขณะที่การเคลื่อนตัวสู่ทิศทางขาขึ้นของเส้นทั้งสามก็ถือเป็นสัญญาณยืนยันว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังไม่หายไปไหน ส่วนปริมาณการซื้อขายที่เริ่มทรงตัวหลังเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเก็บกำไรใกล้ระดับสูงสุด ด้านแนวรับสำคัญจะอยู่ใกล้กับเส้น MA10 ที่ 7,745 จุด ส่วนแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่จุดสูงสุดที่ระดับ 7,825 จุด

กราฟ S&P 500 รายวัน

แนวต้าน7,825 – 7,8407,890 – 7,9007,950 – 7,966
แนวรับ7,700 – 7,7057,638 – 7,6457,500 – 7,510

บทวิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

กราฟรายวันของทองคำแสดงให้เห็นว่าราคาได้สร้างจุดต่ำที่สูงขึ้น (Higher Lows) อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และทะลุแนวต้านสำคัญได้หลายระดับ

โดยปัจจุบันทองคำซื้อขายอยู่ที่ระดับ $4,334 หลังย่อตัวลงเล็กน้อยจากจุดสูงล่าสุดที่ระดับ $4,400 แต่ถึงแม้ราคาจะย่อตัวลง ราคาก็ยังประคองตัวเหนือเส้น MA10 และ MA20 ได้ โดยมีเส้น MA5 ทำหน้าที่เป็นแนวต้านระยะสั้นเหนือราคาปัจจุบัน ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือระดับ $4,280 ได้ การเบรกเอาต์ขึ้นล่าสุดก็ยังไม่หายไปไหน และมีโอกาสจะกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ $4,400–$4,540 ได้อีกครั้ง

กราฟราคาทองคำรายวัน

แนวต้าน$4,449 – $4,457$4,522 – $4,540$4,597 – $4,612
แนวรับ$4,286 – $4,300$4,200 – $4,219$4,127 – $4,135

คำเตือนความเสี่ยง: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด การซื้อขายตราสารทางการเงินใดๆ ก็ตามที่มีมาร์จินมาเกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน


เปิดบัญชีจริง

เริ่มเทรดกับโบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก

พร้อมเทรดแล้วหรือยัง?

STARTRADER

Online Trading App

Online App Score
Install
Customer Service
Customer Service
Customer Service
Customer Service